Tech Essentials

Infrastructure คืออะไร: On-Premise, Private, Public, Hybrid Cloud ต่างกันตรงไหน

Infrastructure คืออะไร: On-Premise, Private, Public, Hybrid Cloud ต่างกันตรงไหน

เขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว จะเอาไปวางไว้ที่ไหนให้คนทั้งโลกเข้าถึงได้?

คำตอบของคำถามนี้คือเรื่อง Infrastructure หรือ "โครงสร้างพื้นฐาน" คำที่ได้ยินบ่อยมากในวงการไอที แต่ถามจริง ๆ ว่ามันคืออะไร หลายคนก็อึ้งไปเหมือนกัน


Infrastructure คืออะไร

ถ้าแอปคือ บ้าน Infrastructure ก็คือ ที่ดิน ถนน ไฟฟ้า ประปา ที่ทำให้บ้านหลังนั้นอยู่ได้

มีทั้งของที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้

  • Hardware: เครื่องเซิร์ฟเวอร์, ฮาร์ดดิสก์, อุปกรณ์เครือข่าย
  • Network: สายแลน สวิตช์ เราเตอร์ ไฟร์วอลล์ อินเทอร์เน็ต
  • Storage: ที่เก็บข้อมูล
  • Software พื้นฐาน: ระบบปฏิบัติการ, ระบบจัดการเสมือน
  • สถานที่: ห้องเซิร์ฟเวอร์ ไฟสำรอง แอร์ที่ห้ามดับ

4 แบบหลักที่ต้องรู้จัก

On-Premise

บ้านที่สร้างเอง

ซื้อเครื่องเอง ดูแลเอง คุมได้ทุกอย่าง

Private Cloud

คอนโดที่ซื้อทั้งชั้น

ทรัพยากรเป็นของเราคนเดียว แต่ไม่ต้องดูแลตึก

Public Cloud

โรงแรมที่เช่าเป็นคืน

จ่ายเท่าที่ใช้ เปิด-ปิดได้ทันที

Hybrid

มีบ้าน + เช่าโรงแรมบางช่วง

ของสำคัญเก็บไว้เอง ที่เหลือยืดหยุ่นบนคลาวด์

4 รูปแบบ Infrastructure เทียบกับที่อยู่อาศัย

1. On-Premise (ออนเพรม): ซื้อเครื่องเอง ตั้งเอง

คือซื้อเซิร์ฟเวอร์มาตั้งที่ออฟฟิศหรือดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ทุกอย่างเป็นของเรา ดูแลกันเอง

เหมือนสร้างบ้านเอง จ่ายก้อนโตตอนแรก แต่หลังจากนั้นเป็นของเรา

ข้อดี

  • ควบคุมได้ 100% อยากปรับอะไรก็ปรับ
  • ข้อมูลอยู่ในมือเราเอง เหมาะกับงานที่กฎหมายบังคับให้ข้อมูลอยู่ในองค์กร
  • ระยะยาวถ้าใช้หนักตลอด อาจถูกกว่าเช่า

ข้อเสีย

  • ควักเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก
  • ต้องมีทีมไอทีดูแลเอง เครื่องพังก็ซ่อมกันเอง
  • ขยายช้า อยากได้เครื่องเพิ่มต้องสั่งซื้อรอของเป็นเดือน
  • ต้องจัดการไฟฟ้า แอร์ ไฟสำรอง เน็ตสำรองเอง (ปวดหัวกว่าที่คิด)

2. Public Cloud: เช่าใช้จากเจ้าใหญ่

คือเช่าทรัพยากรจากผู้ให้บริการ เช่น AWS, Microsoft Azure, Google Cloud ที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ยักษ์ทั่วโลก แล้วแบ่งให้ลูกค้าเยอะ ๆ ใช้ร่วมกัน

เหมือนพักโรงแรม จ่ายตามที่ใช้ ไม่ต้องดูแลอะไรเลย

ข้อดี

  • ไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่ จ่ายตามใช้จริง
  • เปิดเซิร์ฟเวอร์ใหม่ได้ในไม่กี่นาที
  • ขยาย-ลดตามจำนวนคนใช้ได้
  • มีบริการสำเร็จรูปให้เยอะมาก ทั้งฐานข้อมูล AI ระบบวิเคราะห์

ข้อเสีย

  • ค่าใช้จ่ายบานปลายง่ายมากถ้าไม่คุมดี ๆ (โดยเฉพาะค่าส่งข้อมูลออก ตัวนี้แหละตัวดี)
  • ผูกติดกับเจ้านั้น ย้ายออกยาก (ศัพท์เรียกว่า Vendor Lock-in)
  • ข้อมูลอยู่กับคนอื่น ต้องเชื่อใจเขา

เจ้าใหญ่: AWS, Microsoft Azure, Google Cloud ส่วนรายเล็กที่ถูกกว่าและใช้ง่ายกว่าก็มี เช่น DigitalOcean, Hetzner, Vultr, Linode

3. Private Cloud: คลาวด์ส่วนตัว

คือเอาความสามารถแบบคลาวด์มาใช้ แต่ทรัพยากรทั้งหมดเป็นขององค์กรเราคนเดียว ไม่แชร์กับใคร

จะตั้งเองที่ออฟฟิศ หรือให้ผู้ให้บริการกันเครื่องไว้ให้เราโดยเฉพาะก็ได้

เหมือนซื้อคอนโดทั้งชั้น มีนิติบุคคลดูแลให้ แต่ชั้นนั้นเป็นของเราคนเดียว

เหมาะกับ: องค์กรใหญ่ ธนาคาร โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ ที่มีข้อบังคับเรื่องข้อมูลเข้มงวด

4. Hybrid Cloud: ผสมกัน

คือใช้ทั้ง On-Premise/Private และ Public Cloud ร่วมกัน แบ่งงานตามความเหมาะสม

ตัวอย่างที่เจอจริง

  • เก็บข้อมูลลูกค้าที่อ่อนไหวไว้ On-Premise แต่ให้หน้าเว็บวิ่งบน Public Cloud
  • ปกติใช้เครื่องตัวเอง แต่ช่วงเทศกาลคนถล่มเว็บ ก็ยืมกำลังจาก Cloud มาเสริม
  • ใช้ Cloud เป็นที่เก็บ Backup ของระบบหลัก

เกร็ด: Multi-Cloud คือใช้ Public Cloud หลายเจ้าพร้อมกัน เช่นใช้ AWS เป็นหลัก แต่ใช้ Google Cloud สำหรับงาน AI จะได้ไม่ผูกกับเจ้าเดียว


ตารางเทียบให้ดูชัด ๆ

หัวข้อOn-PremisePrivate CloudPublic CloudHybrid
เงินก้อนแรกสูงมากสูงต่ำมากปานกลาง
ความเร็วในการขยายช้า (สัปดาห์ - เดือน)ปานกลางเร็วมาก (นาที)ยืดหยุ่น
การควบคุมสูงสุดสูงจำกัดปรับได้
ต้องมีทีมไอทีต้องมีแน่ต้องมีน้อยกว่าต้องมีที่เก่งทั้ง 2 ฝั่ง
เหมาะกับองค์กรใหญ่ งานลับองค์กรที่มีข้อบังคับสตาร์ทอัพ เว็บทั่วไปองค์กรที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

CapEx กับ OpEx: มุมที่เจ้านายสนใจ

  • CapEx: เงินลงทุนก้อนใหญ่ครั้งเดียว เช่นซื้อเซิร์ฟเวอร์ 1 ล้าน เป็นสไตล์ On-Premise
  • OpEx: ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ทยอยจ่าย เช่นเช่าคลาวด์เดือนละ 30,000 เป็นสไตล์ Public Cloud

หลายองค์กรเลือก Cloud ไม่ใช่เพราะถูกกว่านะโบร แต่เพราะไม่ต้องควักเงินก้อนโตและคำนวณต้นทุนง่ายกว่า


IaaS, PaaS, SaaS: 3 ระดับความสำเร็จรูป

ทำเองทั้งหมด

ซื้อวัตถุดิบมานวดแป้งเอง

ดูแลตั้งแต่เครื่องยันแอป

เราทำเอง 100%
IaaS

ซื้อแป้งสำเร็จมาทำต่อ

ได้เครื่องเปล่า ลง OS และแอปเอง

เราทำเอง 70%
PaaS

ซื้อพิซซ่าแช่แข็งมาอบ

เอาโค้ดขึ้นได้เลย ไม่ต้องดูแล OS

เราทำเอง 35%
SaaS

สั่งเดลิเวอรี่มากินเลย

เปิดใช้ได้ทันที ไม่ต้องดูแลอะไร

เราทำเอง 5%
IaaS / PaaS / SaaS เทียบกับการกินพิซซ่า - ยิ่งไปทางขวา เราทำเองน้อยลง
  • IaaS: เช่าแค่เครื่องเปล่า ลงระบบปฏิบัติการและทุกอย่างเอง เช่น AWS EC2, DigitalOcean Droplet
  • PaaS: เขามีสภาพแวดล้อมพร้อมให้แล้ว เราแค่เอาโค้ดขึ้นไปวาง เช่น Vercel, Heroku, Google App Engine
  • SaaS: โปรแกรมสำเร็จรูปพร้อมใช้ สมัครแล้วใช้เลย เช่น Gmail, Canva, Notion

ยิ่งไปทางขวายิ่งสบายตัว แต่ยิ่งปรับแต่งได้น้อยลง เลือกเอาว่าจะขี้เกียจหรือจะคุมเอง


แล้วโบรควรเลือกแบบไหน

ลองตอบคำถามพวกนี้ดู

  1. มีข้อบังคับทางกฎหมายเรื่องที่เก็บข้อมูลไหม → ถ้ามี ดู On-Premise หรือ Private Cloud
  2. คนใช้ขึ้นลงเยอะไหม → ถ้าขึ้นลงหวือหวา Public Cloud คุ้มกว่า
  3. มีทีมไอทีดูแลไหม → ถ้าไม่มี Public Cloud หรือ PaaS ปลอดภัยกับใจมากกว่า
  4. งบเป็นก้อนหรือรายเดือน → ก้อนใหญ่ทีเดียวไป On-Premise รายเดือนไป Cloud
  5. เพิ่งเริ่ม ยังไม่รู้ว่าจะโตแค่ไหน → เริ่มที่ Public Cloud ไปก่อน ย้ายทีหลังได้

สำหรับโบรที่เพิ่งเริ่มหรือทำโปรเจกต์เล็ก: เริ่มจาก VPS ถูก ๆ เดือนละไม่กี่ร้อยก่อนเลย พอโตค่อยคิดเรื่องใหญ่ อย่าเพิ่งไปทำ Kubernetes ตั้งแต่วันแรก


สรุปให้โบร

  • On-Premise = ของเราเอง คุมได้เต็มที่ แต่ลงทุนหนักและดูแลเอง
  • Public Cloud = เช่าใช้ ยืดหยุ่น เริ่มง่าย แต่ต้องคุมบิลให้ดี
  • Private Cloud = ยืดหยุ่นแบบคลาวด์ แต่ไม่แชร์กับใคร
  • Hybrid = ผสมกัน เลือกใช้ให้ตรงกับงาน

ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดหรอก มีแต่คำตอบที่เหมาะกับสถานการณ์ งบ และข้อบังคับขององค์กรมากที่สุด


👉 บทต่อไป: Virtualization: ทำไม 1 เครื่องถึงกลายเป็น 10 เครื่องได้ - เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังคลาวด์ทั้งหมด

Infrastructure คืออะไร: On-Premise, Private, Public, Hybrid Cloud ต่างกันตรงไหน - ai4bro