Google DeepMind คัดเลือก 16 โครงการ AI สายเขียวในเอเชียแปซิฟิก มุ่งแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม

สตาร์ทอัพ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และเหล่านักวิจัยทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กำลังร่วมมือกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อผลักดันให้โซลูชันเหล่านี้ขยายผลได้จริง Google จึงได้คัดเลือก 16 องค์กรเข้าร่วมโครงการ Google DeepMind Accelerator: AI for the Planet in APAC

โครงการดังกล่าวจะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์นี้ด้วยค่ายฝึกอบรม (bootcamp) ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนทีมวิจัยและผู้ประกอบการในการพัฒนาแนวคิดโดยใช้โมเดล AI ระดับแนวหน้า เช่น AnthroKrishi, ForestCast, AlphaEarth Foundations, SpeciesNet และ Perch เพื่อจัดการความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วน

นี่คือรายชื่อกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นแรกที่น่าจับตามองในด้านต่างๆ

การปกป้องธรรมชาติและการสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

  • 800 Trust (นิวซีแลนด์): ใช้ AI และชีวอะคูสติก (bioacoustics) เพื่อตรวจสอบความหลากหลายทางชีวภาพและตรวจจับภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม
  • Kumi Analytics (สิงคโปร์): บูรณาการการสำรวจระยะไกล (remote sensing) และการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการอนุรักษ์
  • Listening Lab (นิวซีแลนด์): พัฒนาเครื่องมือชีวอะคูสติกที่ประหยัดการใช้ข้อมูลเพื่อติดตามความหลากหลายทางชีวภาพผ่านเสียง
  • TelePIX (เกาหลีใต้): แปลงข้อมูลดาวเทียมเป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการติดตามพื้นที่ป่าชายเลนทั่วโลก
  • Wildlife.ai (นิวซีแลนด์): สร้างกล้องพลัง AI แบบโอเพนซอร์สเพื่อใช้ในการอนุรักษ์สัตว์ป่า
  • Yayasan Ekosistem Lestari (อินโดนีเซีย): สร้างแพลตฟอร์ม AI เชิงทำนายเพื่อเชื่อมโยงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมกับความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติ

การพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

  • Edufarmers (อินโดนีเซีย): ให้คำแนะนำเกี่ยวกับศัตรูพืช โรค และสภาพอากาศแก่เกษตรกรรายย่อยแบบเกือบเรียลไทม์ผ่านแอปส่งข้อความ
  • Living Roots (ประเทศไทย): ใช้ข้อมูลและ AI ออกแบบปุ๋ยชีวภาพที่ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของพืชแต่ละชนิด
  • SIGMA (สิงคโปร์): พัฒนาโมเดล AI จากดาวเทียมเพื่อประมาณการผลผลิตและสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
  • Terrastack (อินเดีย): รวมข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลปฐพีวิทยาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านที่ดินในระดับแปลงสำหรับเกษตรกรรายย่อย
  • X-Centric (ออสเตรเลีย): ใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เอกซเรย์แบบพกพาที่ทำงานด้วย AI แทนห้องแล็บดินแบบเดิม เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางธรณีเคมีได้ทันที

การขยายขอบเขตโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและคาร์บอน

  • Archeda (ญี่ปุ่น): ใช้ข้อมูลดาวเทียมแปลงคาร์บอนเครดิตจากธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงและวัดผลได้ในระดับกว้าง
  • City Syntax Lab (สิงคโปร์): สร้างแพลตฟอร์ม agentic AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการจัดการคาร์บอนในพื้นที่เขตเมือง
  • Climitra Carbon (อินเดีย): ใช้ Geo-AI ตรวจสอบการกำจัดชนิดพันธุ์รุกรานและแปรรูปให้เป็นถ่านไบโอชาร์ (biochar)
  • Farmers for Forests (อินเดีย): ใช้โดรนพลัง AI เปลี่ยนพื้นที่วนเกษตรให้เป็นการดำเนินการด้านคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพที่วัดผลได้
  • Varaha Climate (อินเดีย): ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยมีรายได้จากคาร์บอนเครดิตผ่านการตรวจสอบเกษตรกรรมฟื้นฟูโดยใช้ AI และการสำรวจระยะไกล

ตลอดระยะเวลาสามเดือนต่อจากนี้ องค์กรทั้งหมดจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยี AI ล่าสุดและโมเดลเฉพาะทางของ Google รวมถึงการสนับสนุนและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความซับซ้อนทางเทคนิคและขยายผลโซลูชันสำหรับโลกในอนาคต ซึ่งเป็นที่น่าติดตามว่าพวกเขาจะนำ AI ไปขยายผลเพื่อแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างไรบ้าง

Source: Google Blog (Models & research)
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย TanasakP
A cluster of iridescent, crystalline cubes intertwined with lush green foliage

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร