Bristol Myers Squibb ยกระดับอุตสาหกรรมยา ติดตั้ง NVIDIA Vera Rubin สร้างโรงงาน AI ที่ทรงพลังที่สุด

Erin Davis รองประธานฝั่งเทคโนโลยีของ Bristol Myers Squibb (BMS) เรียกโปรเจกต์นี้ว่า “SuperDuperPOD” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงก้าวสำคัญของบริษัทในการดำเนินงานคลัสเตอร์ AI ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในวงการชีววิทยาศาสตร์ โดยปัจจุบัน BMS ได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการใช้ AI และกำลังรุกหนักยิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างพื้นฐานใหม่
BMS ประกาศว่ากำลังทำการติดตั้ง NVIDIA DGX SuperPOD เครื่องที่สอง ซึ่งสร้างขึ้นบนระบบ DGX Vera Rubin NVL72 จำนวน 8 ระบบ ส่งผลให้กลายเป็นคลัสเตอร์ AI ที่ทรงพลังและประหยัดพลังงานที่สุดในอุตสาหกรรมนี้
“เราไม่ได้จำกัดการเข้าถึงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไว้แค่กลุ่มเล็กๆ แต่เรากำลังเปิดกว้างให้นักวิทยาศาสตร์ทุกคนในบริษัท” Davis กล่าวเสริมว่า ต่อจากนี้นักวิจัยของ BMS จะไม่ต้องรอคิวและไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานทรัพยากรประมวลผลอีกต่อไป
ระบบสเกลระดับแร็ค (rack-scale) ทั้ง 8 ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วย NVIDIA Vera CPU และ Rubin GPU ซึ่งให้ประสิทธิภาพต่อเมกะวัตต์มากกว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมถึง 10 เท่า ช่วยให้นักวิจัยเข้าถึงแพลตฟอร์ม AI แบบครบวงจร รวมถึง NVIDIA BioNeMo Agent Toolkit เพื่อใช้ในการพยากรณ์ ฝึกฝนโมเดล และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานแบบ Agentic ในทุกขั้นตอนของการค้นหายา
เป้าหมายหลักของ BMS คือการเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดนามธรรมของ AI ไปสู่ผลกระทบที่วัดผลได้จริง Payal Sheth รองประธานอาวุโสฝ่ายวิทยาศาสตร์การค้นหาการบำบัด ระบุว่าการเข้าถึงทรัพยากรนี้จะช่วยให้รอบการทำงานเร็วขึ้น และเปิดพื้นที่ทางเคมีที่กว้างขึ้น โดยนักวิจัยสามารถจดจ่อกับงานวิทยาศาสตร์ได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการทรัพยากร
ที่ผ่านมา BMS ได้ใช้งาน DGX SuperPOD มานานกว่า 3 ปี และประสบความสำเร็จในการประหยัดเวลาการทำงานแบบแมนนวลไปได้หลายสัปดาห์ เช่น การใช้ AI ขยายคลังสารประกอบ CELMoD สำหรับทำลายโปรตีนมะเร็ง รวมถึงการใช้แนวทาง “Predict First” เพื่อทำนายคุณสมบัติโมเลกุลก่อนการทดลองจริงในห้องแล็บ

ทีมงานที่ Bristol Myers Squibb ตรวจสอบแบบจำลองคอมพิวเตอร์ของโครงสร้างโมเลกุล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการออกแบบเชิงคาดการณ์ที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินได้ว่าโมเลกุลจะมีพฤติกรรมอย่างไรในการใช้งานจริง เครดิตภาพ: Bristol Myers Squibb
ความต้องการใช้งาน AI ในองค์กรพุ่งสูงขึ้นจนเต็มขีดจำกัดเดิม เนื่องจากบริษัทเริ่มสร้างโมเดลพื้นฐาน (Foundation Models) ของตนเองและทำการพยากรณ์โมเลกุลขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้พลัง GPU มหาศาล ระบบใหม่นี้จึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่โลกแห่งการประมวลผลที่ไร้ขีดจำกัดสำหรับนักวิทยาศาสตร์
Davis ซึ่งเคยเผชิญกับคอขวดด้านเทคโนโลยีสมัยทำงานเป็นนักเคมี ได้เข้ามาปรับสภาพแวดล้อมการทำงานของ BMS ให้เป็นระบบเดียวกันทั่วโลกผ่าน NVIDIA Mission Control ทำให้นักวิจัยสามารถสั่งการทำนายที่ซับซ้อนได้ด้วยภาษาอังกฤษทั่วไป และเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องแล็บที่อยู่คนละรัฐเข้าด้วยกัน
ท้ายที่สุด แม้ AI จะเข้ามาเสริมขีดความสามารถในการตัดสินใจด้วยข้อมูลที่แม่นยำและการทำงานข้ามแผนกผ่านระบบเอเจนต์ แต่ BMS ยังคงเชื่อมั่นว่าสัญชาตญาณของมนุษย์คือกุญแจสำคัญ โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและความเร็วในการนำยารักษาโรคใหม่ๆ ไปสู่ผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น
สมัครสมาชิกมาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร
