เจาะความปลอดภัยเลือกตั้งสหรัฐฯ: เมื่อ AI และเครื่องลงคะแนนกลายเป็นช่องโหว่
ความปลอดภัยของระบบลงคะแนนเสียงในสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมิติของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตั้งแต่การดัดแปลงเครื่องลงคะแนน การนับคะแนน ไปจนถึงการใช้แคมเปญสร้างอิทธิพลต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ประเด็นเรื่องระเบียบการลงทะเบียนหรือข้อกำหนด voter ID requirements นั้นถือเป็นเรื่องการบริหารจัดการในแต่ละรัฐซึ่งอยู่นอกขอบเขตของการเจาะลึกด้านไซเบอร์ครั้งนี้
กระบวนการลงคะแนนและนับคะแนน
ระบบการเลือกตั้งสหรัฐฯ มีความซับซ้อนและแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ แม้ผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่จะใช้มือทำเครื่องหมายในบัตร แต่จุดที่น่ากังวลที่สุดคือการใช้เครื่องทำเครื่องหมายบนบัตร (Ballot-marking devices) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการรับรองโดย Election Assistance Commission (EAC) และใช้ระบบ Air-gapped เพื่อแยกออกจากเครือข่ายภายนอก
เมื่อผู้สมัครทำรายการผ่านหน้าจอ เครื่องจะพิมพ์บัตรเลือกตั้งกระดาษที่มีทั้งส่วนที่มนุษย์อ่านได้เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และส่วนที่เป็นบาร์โค้ดหรือรหัส QR สำหรับการสแกนเข้าระบบนับคะแนน แม้จะดูเป็นขั้นตอนที่รัดกุม แต่ความเสี่ยงซ่อนอยู่ในช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีและการตรวจสอบ
ช่องโหว่ของเครื่องลงคะแนนที่ขาดการแพตช์
Shai Bargil ซีอีโอของ Sequent ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการรับรองมาตรฐานของ EAC อาจใช้เวลานานถึง 2 ปี ทำให้เครื่องที่นำมาใช้งานจริงอาจรันซอฟต์แวร์เวอร์ชันเก่าที่ไม่เคยได้รับแพตช์ความปลอดภัยเลยตลอดรอบการเลือกตั้ง ซึ่งขัดกับหลักการในโลกธุรกิจที่ต้องมีการแพตช์ระบบอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน

ความเชื่อที่ว่าระบบ Air-gapped ปลอดภัย 100% อาจไม่จริงเสมอไป ข้อมูลจาก Voting Village ในงาน DEF CON เผยให้เห็นว่านักวิจัยสามารถแฮกเครื่องลงคะแนนได้แทบทุกเครื่องเมื่อสามารถเข้าถึงตัวเครื่องได้จริง หากผู้ไม่หวังดีใช้ช่องโหว่นี้ผ่านอุปกรณ์อย่าง USB Stick ในช่วงเช้าของการเลือกตั้ง ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจส่งผลกระทบต่อผู้ลงคะแนนทั้งวันโดยไม่มีใครรู้ตัว
นอกจากนี้ การนับคะแนนที่ใช้รหัส QR ยังเป็นจุดบอดที่สำคัญ เพราะผู้ลงคะแนนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่าว่ารหัสที่ถูกสแกนนั้นตรงกับชื่อผู้สมัครที่เขาเลือกในกระดาษจริงหรือไม่ ปัญหานี้เปรียบเสมือน "กล่องดำ" ที่ยากจะตรวจสอบความโปร่งใส
AI กับแคมเปญสร้างอิทธิพลจากต่างชาติ
นอกเหนือจากการโจมตีที่ตัวเครื่อง แคมเปญข้อมูลบิดเบือนโดยใช้ AI กำลังเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อดีตเจ้าหน้าที่ FBI ระบุว่าเป้าหมายหลักของกลุ่มมหาอำนาจต่างชาติไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเลขคะแนน แต่เป็นการทำให้คนหมดศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย

ปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้สร้าง Deepfake หรือการโทรอัตโนมัติ (Robocalls) เลียนเสียงบุคคลสำคัญ เช่น กรณีเลียนเสียงประธานาธิบดี Biden ใน New Hampshire เพื่อหลอกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่บ้าน ซึ่งการโจมตีลักษณะนี้ต้องการเพียงแค่การเปลี่ยนใจผู้ลงคะแนนในรัฐที่เป็นจุดยุทธศาสตร์เพียงไม่กี่คน ก็สามารถพลิกผลการเลือกตั้งทั้งประเทศได้

แนวทางการแก้ไขที่ผู้เชี่ยวชาญนำเสนอคือการใช้ซอฟต์แวร์ Open Source เพื่อให้สามารถตรวจสอบโค้ดได้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีการเข้ารหัสของ ElectionGuard จาก Microsoft มาใช้เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคะแนนจะไม่ถูกแก้ไขหรือลบทิ้ง
ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้งยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการปกป้อง "ความเชื่อมั่น" ของสาธารณชนผ่านระบบที่ตรวจสอบได้และมีความซ้ำซ้อนของเลเยอร์ความปลอดภัยเพื่อจำกัดรัศมีความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น
สมัครสมาชิกมาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร
