DeepSeek เปิดตัว DeepSeek Harness v0.1 ชุดเครื่องมือสร้าง AI Agent แบบปลั๊กอินภายใต้สัญญาอนุญาต MIT

DeepSeek เปิดตัว DeepSeek Harness v0.1 ชุดเครื่องมือสร้าง AI Agent แบบปลั๊กอินภายใต้สัญญาอนุญาต MIT

DeepSeek ประกาศเปิดตัว DeepSeek Harness v0.1 ในรูปแบบ Developer Preview พร้อมเผยแพร่ซอร์สโค้ดฉบับเต็มภายใต้สัญญาอนุญาต MIT โปรเจกต์นี้มาในชื่อ dsh บน deepseek-ai/deepseek-harness โดยทำหน้าที่เป็น Harness หรือเลเยอร์ตัวกลางระหว่างโมเดลและสภาพแวดล้อมการทำงาน ซึ่งประกอบด้วยเครื่องมือ ไฟล์ Sandbox และ Control Loop ที่ช่วยให้ Agent ดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง

DeepSeek นิยามว่า Agent = Model + Harness ซึ่งโดยปกติแล้ว Harness ทั่วไปมักจะถูกเขียนโค้ดแบบตายตัว (Hard-code) ทำให้การขยายความสามารถทำได้จำกัดเพียงจุดที่ผู้พัฒนาเปิดช่องไว้ แต่ DeepSeek Harness เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างด้วยหลักการ "ทุกอย่างคือปลั๊กอิน" ไม่ว่าจะเป็นโมเดล เครื่องมือ ทักษะ เซสชัน Sandbox หรือแม้แต่ UI ทั้งหมดอยู่ภายใต้โครงสร้างของ Cordis ทำให้สามารถสลับหรือขยายความสามารถได้ผ่านการตั้งค่าโดยไม่ต้องแก้ไขซอร์สโค้ดหลัก

ความพร้อมในการใช้งานจริง

แม้จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่ในเวอร์ชัน v0.1 นี้จัดอยู่ในสถานะ developer preview ที่เน้นกลุ่มนักพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรเป็นหลัก เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพด้าน AI หรือทีมแพลตฟอร์มในองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการรันเครื่องมือภายในเองแบบ Self-hosted เพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

อุตสาหกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ครอบคลุมทั้งด้านซอฟต์แวร์ การเงิน ประกันภัย ไปจนถึงการวิจัยยาและคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยสามารถสร้าง Coding Agents สำหรับใช้ภายในองค์กร หรือใช้สำหรับทำ Benchmark โมเดลในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ ซึ่งความยืดหยุ่นของปลั๊กอินช่วยให้การปรับแต่งนโยบาย Sandbox และกระบวนการอนุมัติการทำงานของ Agent ทำได้ตามความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ

โครงสร้าง Cordis Kernel และโหมดการทำงาน

Harness ทำงานบน Cordis ซึ่งเป็น Meta-framework ที่ออกแบบมาเพื่อการจัดการปลั๊กอินโดยเฉพาะ ทำให้ความสามารถต่างๆ ไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่แกนหลัก แต่กระจายตัวอยู่ในปลั๊กอินที่เชื่อมต่อกันผ่านบริการและเหตุการณ์ของ Cordis นักพัฒนาจึงสามารถเลือกใช้เฉพาะส่วนที่จำเป็นได้

นอกจากนี้ตัวระบบยังมีโหมดการทำงาน 4 รูปแบบเพื่อตอบโจทย์ที่หลากหลาย:

  • Standard: โหมด Coding Agent เต็มรูปแบบสำหรับการแก้ไขไฟล์และวางแผนงาน
  • Code mode: เปิดใช้ Code Mode SDK เพื่อให้โมเดลรันคำสั่งหลายขั้นตอนผ่าน TypeScript
  • Minimal: โหมดพื้นฐานที่มีเพียงเครื่องมือ bash และ str_replace_editor สำหรับการทดสอบ
  • Creator mode: โหมดสำหรับสร้างและทดสอบปลั๊กอินใหม่ๆ ในหน่วยความจำ

การตรวจสอบย้อนหลังและการกำหนดเส้นทางโมเดล

จุดเด่นสำคัญคือระบบบันทึก Session Log แบบ Append-only ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่โมเดลประมวลผล ตั้งแต่การใช้เหตุผล (Reasoning) ไปจนถึงการฉีด Context ทุกครั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลัง (Replay) หรือแยกสาขาการทำงาน (Fork) ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเหนือกว่าเฟรมเวิร์กทั่วไปที่บันทึกเพียงการเรียกใช้เครื่องมือ

ในส่วนของการรองรับโมเดล DeepSeek Harness ออกแบบมาให้ไม่ยึดติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง แคตตาล็อกที่ติดตั้งไว้ รองรับทั้ง DeepSeek, Anthropic, OpenAI รวมถึงบริการคลาวด์อย่าง Bedrock, Vertex และ Azure โดยข้อมูลคีย์การเข้าใช้งานจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยแบบ Write-only ในเครื่องของผู้ใช้เท่านั้น

วิธีเริ่มต้นใช้งาน

นักพัฒนาสามารถเริ่มใช้งาน Web UI ได้ง่ายๆ ผ่านคำสั่ง npx @deepseek-ai/dsh web หรือเลือกติดตั้งผ่านซอร์สโค้ดด้วย git clone และ pnpm install สำหรับการพัฒนาขั้นสูงยังมี Python SDK ในชื่อ deepseek-harness-sdk รองรับ Python 3.10 ขึ้นไปบนระบบปฏิบัติการ Linux และ macOS รุ่นใหม่

Source: MarkTechPost
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย AttapolK

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร