Agentic AI เข้าร่วมภารกิจล่าสัญญาณสิ่งมีชีวิตนอกโลก

· By: SirilukP

Agentic AI เข้าร่วมภารกิจล่าสัญญาณสิ่งมีชีวิตนอกโลก

แม้ตำนานวิทยาศาสตร์จะบอกว่ามนุษย์จะได้พบกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกในรูปแบบของมนุษย์ตัวเขียว แต่รายละเอียดที่น่าสนใจในวันฮาโลวีนนี้คือ การค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกได้ก้าวหน้าครั้งสำคัญด้วย AI โดยเปลี่ยนมามุ่งเน้นการใช้ AI agent ที่สร้างโดยมนุษย์ เพื่อรอฟัง AI agent ที่อาจสร้างโดยมนุษย์ต่างดาวมากขึ้นเรื่อยๆ

นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอว่าอารยธรรมนอกโลกหากมีอยู่จริง อาจมีอายุเก่าแก่กว่ามนุษยชาติหลายพันล้านปี ซึ่งอารยธรรมดังกล่าวอาจพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ามนุษย์ไปมาก รวมถึงการพัฒนา AI ในรูปแบบต่างๆ

โครงการ Breakthrough Listen และ SETI Institute กำลังนำ agentic AI เข้ามาใช้ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลกเป็นประจำทุกวันที่ Allen Telescope Array ในแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ขณะนี้ตัว agent สามารถบังคับเครื่องมือ ปรับแต่ง และแก้ไขข้อมูลที่รับเข้ามา รวมถึงใช้ AI model กับกระแสข้อมูลที่ไหลเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำได้จากการสั่งการด้วยภาษาธรรมชาติเพียงครั้งเดียว โดยมีแพลตฟอร์ม NVIDIA Holoscan ทำหน้าที่ประมวลผลกระแสข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์เพื่อให้ agent มีข้อมูลแบบสดๆ ในการทำงาน

ผลลัพธ์ที่ได้คือการค้นหาสัญญาณที่อาจมาจากสิ่งมีชีวิตและเทคโนโลยีนอกโลกทำได้รวดเร็วและปรับตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก

“ในขณะที่หอดูดาวแบบ agentic ใหม่ของเราเอื้อมออกไปสู่จักรวาล สิ่งที่พวกเขาค้นพบอาจมีอะไรที่เหมือนกับตัวพวกเขาเองมากกว่ามนุษย์ที่สร้างพวกเขาขึ้นมา” Andrew Siemion ประธาน Bernard M. Oliver สำหรับ SETI ที่ SETI Institute และหัวหน้าโครงการวิจัยของ Breakthrough Listen กล่าว “แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัว แต่มันคือความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการแปลความหมาย”

Terabits ต่อวินาที ประมวลผลขณะรับส่งข้อมูล

กล้องโทรทรรศน์วิทยุสร้างข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องระบุสัญญาณที่น่าสนใจในขณะที่การสังเกตการณ์กำลังดำเนินอยู่

ที่ Allen Telescope Array มีการใช้ไลบรารีบนแพลตฟอร์ม Holoscan ที่ชื่อว่า DAQIRI ช่วยให้กล้องโทรทรรศน์สามารถดึงข้อมูลเซ็นเซอร์ระดับ terabits ต่อวินาทีเข้าสู่หน่วยความจำ GPU โดยตรง เพื่อให้การสังเกตการณ์ถูกประมวลผลขณะรับส่งข้อมูลแทนที่จะปล่อยให้เต็มฮาร์ดไดรฟ์ โดยมี CyberEther ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กประมวลผลสัญญาณที่พัฒนาโดย SETI Institute ทำหน้าที่คำนวณผ่านไลบรารี NVIDIA CUDA-X ซึ่งรวมถึง cuFFT และ cuBLAS

Nexus ซึ่งเป็นตัวประสานหอดูดาวบนเว็บ ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุม agent โดยให้ข้อมูลสถานะเครื่องมือ ทรัพยากรการคำนวณ และ pipeline แบบเบ็ดเสร็จในที่เดียว ช่วยให้นักวิจัยสามารถตรวจสอบการสูญเสียแพ็กเก็ต อ่าน spectrogram แบบสด และเขียนบล็อกประมวลผลสัญญาณใหม่ได้ผ่านการสั่งการ (prompting) ด้วยภาษาธรรมชาติ ระบบนี้รองรับข้อมูลได้สูงถึง 2.4 terabits ต่อวินาทีบน NVIDIA RTX PRO 6000 Blackwell GPUs โดยเป็นการประมวลผล (inference) ภายในพื้นที่ติดกับตัวเครื่องมือ

เมื่อรวมเข้าด้วยกัน ระบบนี้ช่วยให้ agent สามารถบังคับเสาอากาศของกล้องโทรทรรศน์ ปรับเทียบและโฟกัสเครื่องมือเพื่อให้ได้สัญญาณที่ชัดเจน ตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูล พร้อมพล็อตผลลัพธ์ออกมาได้ทันที ซึ่งตัว agent สามารถลดระยะเวลาการทำงานที่มนุษย์ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายปี ให้เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

เรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นิยาย

Pipeline นี้ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพแล้วด้วยการประสบความสำเร็จในการตรวจจับพัลซาร์ (pulsar) ในเนบิวลาปู (Crab Nebula) ด้วย AI แบบเรียลไทม์เป็นครั้งแรก ซึ่งพัลซาร์คือซากดาวฤกษ์ที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วและส่งสัญญาณเป็นจังหวะคล้ายประภาคารแห่งจักรวาล

ในขั้นต่อไป ทีมงานกำลังประเมินโมเดลแบบเปิด รวมถึง NVIDIA Nemotron สำหรับกรณีที่ตำแหน่งของข้อมูลและความเร็วในการตอบสนองมีความสำคัญสูงสุด รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับหอดูดาวที่อาจต้องทำงานแบบออฟไลน์บนด้านไกลของดวงจันทร์ในอนาคต

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ NVIDIA AI for science

Source: NVIDIA Blog
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย SirilukP

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร