Frontier Radar #4: จีนไล่กวดทันแล้ว ความเป็นผู้นำด้าน AI ของตะวันตกเหลือจุดแข็งอะไรบ้าง?

โมเดล Kimi K3 และ GLM-5.3 ในปัจจุบันได้พัฒนาจนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับโมเดลที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ อย่างมาก ห้องปฏิบัติการฝั่งตะวันตกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผลมาจากการทำ distillation หรือการใช้โมเดลคู่แข่งเป็นครูฝึก ซึ่งมีหลักฐานสนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้จริง แต่ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร ข้อสรุปสำคัญคือความเป็นผู้นำในด้านประสิทธิภาพของโมเดลเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถป้องกันได้อีกต่อไป ฉบับนี้เราจะพาไปสำรวจว่าสิ่งที่ยังเป็นความได้เปรียบที่ป้องกันได้จริงๆ คืออะไรกันแน่

ทีมบรรณาธิการของ THE DECODER จะเจาะลึกหัวข้อหลักด้าน AI ในจดหมายข่าว "Frontier Radar" ปีละ 6 ครั้ง โดยฉบับที่ 4 นี้เป็นฉบับที่ครอบคลุมเนื้อหามากที่สุด เพื่อวิเคราะห์ว่าโมเดล AI ของจีนไล่กวดทันได้อย่างไร ห้องปฏิบัติการฝั่งตะวันตกยังคงมีความโดดเด่นในจุดไหน ทำไมแนวคิดเรื่อง "คูเมือง" (moat) ของอุตสาหกรรมจึงต้องเปลี่ยนไป และทำไมยุโรปถึงกำลังเสี่ยงที่จะแพ้การแข่งขันในหลายมิติพร้อมกัน

เมื่อปีครึ่งที่แล้ว DeepSeek R1 ได้สร้างความตกตะลึงให้วงการ เมื่อห้องปฏิบัติการของจีนสามารถพัฒนาโมเดลมาแข่งกับ o1 ของ OpenAI ซึ่งเป็นโมเดลเชิงเหตุผล (reasoning) ตัวแรกได้ทันที โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่ามาก เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลที่ผ่านมานั้นเกินความจริงไปหรือไม่ จนมูลค่าตลาดระเหยไปนับพันล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน

อย่างไรก็ตาม ภาพในตอนนั้นยังไม่ชัดเจนเท่าพาดหัวข่าว เพราะแม้ รายงานของ DeepSeek เอง จะระบุว่า R1 เอาชนะ o1 ในการทดสอบ AIME 2024 ได้ แต่ก็ยังตามหลังในด้านความรู้ข้อเท็จจริง (SimpleQA) อย่างเห็นได้ชัด การทดสอบในเวลาต่อมา ยืนยันว่าโมเดลจีนโดดเด่นเพียงแค่บางวิชาเฉพาะทางเท่านั้น ไม่ใช่ในภาพรวม

แต่เมื่อถึงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยการมาถึงของโมเดล open-weights รุ่นล่าสุดของจีนอย่าง Kimi K3 ของ Moonshot, Qwen3.8-Max ของ Alibaba และ GLM-5.3 ซึ่งปัจจุบันยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการประเมินเกือบทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนโค้ดซับซ้อนหรือการประสานงานกับเครื่องมือต่างๆ

ช่องว่างความเก่งที่เคยห่างกันเป็นเดือนหดสั้นลงจนกลายเป็นความกังวลของนักลงทุน รายงานจาก Wall Street Journal ระบุว่า Anthropic กำลัง เผชิญคำถามที่ยากลำบาก ก่อนการ IPO โดยต้องพยายามพิสูจน์ว่าพวกเขายังมีผู้นำในระดับสูงสุดเหลืออยู่จริง เพราะในระดับรองลงมานั้น พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดยโมเดลแบบเปิดจากจีนที่มีราคาถูกกว่ามากไปแล้ว

ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือข้อกล่าวหาเรื่อง Distillation หรือการที่ห้องปฏิบัติการจีนใช้โมเดลตะวันตกเป็นครูผู้สอนผ่าน API และการทำ Benchmaxxing หรือการปรับแต่งโมเดลเพื่อให้ได้คะแนนทดสอบสูงๆ โดยไม่มีความสามารถรอบด้านที่สอดคล้องกัน ความเป็นผู้นำของอเมริกากำลังถูกจำกัดวงให้แคบลงเรื่อยๆ อยู่เพียงแค่ในส่วนที่เรียกว่า "Frontier" หรือขีดจำกัดสูงสุดทางเทคนิคเท่านั้น

ความเป็นผู้นำที่ยังคงหลงเหลืออยู่

Artificial Analysis จัดอันดับให้ K3 อยู่ในอันดับสามของดัชนีความฉลาดด้วยคะแนน 57 ตามหลังผู้นำอย่าง GPT-5.5 และ Opus 4.8 เพียงเล็กน้อย โดย K3 โดดเด่นมากในงานด้าน Agentic ที่สำคัญต่อภาคธุรกิจ ในขณะที่โมเดลของจีนรุ่นก่อนๆ มักจะล้มเหลวในงานระยะยาวเหล่านี้ แต่ปัจจุบันช่องว่างดังกล่าวเริ่มหายไป อย่างไรก็ตาม ความเป็นผู้นำของตะวันตกยังคงวัดได้ชัดเจนใน 3 ด้านหลัก:

  1. การทดสอบความเชี่ยวชาญเชิงนามธรรม: เช่น ARC-AGI ที่วัดการจดจำรูปแบบนามธรรมซึ่งห่างไกลจากงานในชีวิตประจำวัน แม้ Opus 5 จะนำ K3 อยู่ แต่ช่องว่างนี้อาจไม่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจในเชิงปฏิบัติ
  2. ความน่าเชื่อถือ (Reliability): ในการทดสอบ AA-AnalystAgent ที่ต้องทำภารกิจวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้อง 5 ใน 5 ครั้ง พบว่าโมเดลตะวันตกอย่าง Opus 5 และ GPT-5.5 ยังมีความเสถียรมากกว่า K3 อย่างชัดเจน ซึ่งความน่าเชื่อถือนี้เป็นปัจจัยตัดสินใจที่สำคัญมากสำหรับลูกค้าองค์กร
  3. ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์: นี่คือจุดที่ช่องว่างกว้างที่สุด การประเมินโดย AISI พบว่า K3 ยังตามหลังโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ ในด้านความสามารถเชิงรุกอย่างการพัฒนา exploit แต่แม้แต่ในจุดนี้ GLM-5.3 ก็เริ่มไล่ตามมาจนลดระยะห่างลงได้เกือบครึ่งภายในเวลาเพียงเดือนเดียว

สิ่งที่น่ากังวลสำหรับผู้พัฒนาในสหรัฐฯ คือ ความเป็นผู้นำจะหดตัวลงในทุกจุดที่มีการเปิดให้เข้าถึงผ่าน API เพราะคู่แข่งสามารถเรียนรู้และลอกเลียนแบบได้ สิ่งเดียวที่ป้องกันได้คือสิ่งที่ไม่ได้ถูกนำออกมาขาย แต่การเก็บความลับไว้ก็หมายถึงการไม่มีธุรกิจในส่วนนั้นด้วย

Distillation: ทางลัดที่ป้องกันได้ยาก

Anthropic และ OpenAI เคยกล่าวหาว่าบริษัทจีนใช้โมเดลของพวกเขาฝึกฝนตนเองในสเกลใหญ่ อ้างตาม Anthropic มีการใช้บัญชีปลอมกว่า 24,000 บัญชีเพื่อโต้ตอบกับระบบกว่า 16 ล้านครั้งเพื่อดึงข้อมูลร่องรอยการให้เหตุผล (reasoning traces) และรูปแบบการเขียนโค้ด แม้ห้องปฏิบัติการจีนจะยืนยันว่าใช้โครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลของตนเอง แต่หลักฐานทางเทคนิคหลายชิ้นก็ชี้ให้เห็นว่ามีการรับอิทธิพลจากโมเดลฝั่งตะวันตกจริง

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มตอบโต้ด้วยการ ประกาศให้แคมเปญ distillation เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และมีการผลักดันร่างกฎหมาย BLADE Act เพื่อสกัดกั้น อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Meta กลับมองว่าการเรียนรู้จากโมเดลอื่นเป็นเรื่องที่ควรทำได้ เพื่อส่งเสริมโมเดลแบบเปิดของสหรัฐฯ ให้สู้กับจีนได้

คูเมืองที่แท้จริงคือ "ระบบ" ไม่ใช่แค่ "โมเดล"

เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านจาก Chatbot ไปสู่ Agent ที่ทำงานอิสระได้หลายวัน ความได้เปรียบจะไม่ใช่แค่ตัวโมเดลอีกต่อไป แต่คือระบบโดยรวม (Harness) ซึ่งประกอบด้วยซอฟต์แวร์ควบคุม ฮาร์ดแวร์ และสภาพแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับข้อมูลจริงของลูกค้า

หัวใจสำคัญที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้คือ ช่องทางสะท้อนกลับ (Feedback Loop) จากการใช้งานจริงในองค์กร ใครที่เข้าถึงปัญหาหน้างานของลูกค้าได้มากที่สุด จะรู้วิธีสร้างสภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับโมเดลรุ่นถัดไป นี่คือสิ่งที่ Distillation เลียนแบบไม่ได้ เพราะมันเลียนแบบได้แค่โมเดลที่เสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถเลียนแบบกระบวนการวิจัยและพัฒนาในอนาคตได้

ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic กำลังเร่งปิดวงจรนี้ผ่านบริษัทลูกอย่าง DeployCo และการร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกเพื่อฝังวิศวกรลงไปในองค์กรลูกค้าโดยตรง ในขณะที่ Nvidia ก็กำลังเปลี่ยนจากการขายชิปมาเป็นการขายระบบ Agent แบบครบวงจรเพื่อสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่ง

บทสรุปสำหรับยุโรปและโลก

สำหรับยุโรป ข่าวร้ายคือโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ป้องกันตัวเองนั้นไม่สามารถดาวน์โหลดได้เหมือนโมเดล แต่ต้องสร้างขึ้นเองเท่านั้น ยุโรปยังคงขาดแคลนทั้งยักษ์ใหญ่ Cloud และงบประมาณลงทุนระดับแสนล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ หากยุโรปยังคงพึ่งพาแต่โมเดลและระบบจากต่างประเทศ ก็เท่ากับว่ากำลังส่งออกทุนทางปัญญาไปให้คู่แข่งนำไปฝึกโมเดลรุ่นถัดไป แล้วกลับมาขายให้ยุโรปอีกครั้ง

ความเป็นผู้นำในโลก AI กำลังเปลี่ยนทิศทางจาก "ใครฉลาดที่สุด" ไปสู่ "ใครปฏิบัติงานได้จริงและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกที่สุด" ในสนามรบเบนช์มาร์ก จีนอาจชนะได้ในไม่ช้า แต่ในสนามรบเชิงระบบ อเมริกาและผู้ที่คุมโครงสร้างพื้นฐานการใช้งานจริงยังคงเป็นผู้กุมความได้เปรียบที่สำคัญอยู่

Source: The Decoder
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย SirilukP
Image description

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร