เมื่อธุรกิจอิตาลีทิ้ง Windows ไปหา Linux: ลดต้นทุนและปัญหาได้จริง

ที่ผ่านมาผมมักแบ่งปันเรื่องราวของผู้ใช้งาน Linux ในชีวิตจริง ซึ่งเรื่องที่ผมประทับใจที่สุดคือการสัมภาษณ์กับ Stu Keroff ผู้ที่สอนนักเรียนให้ใช้ประโยชน์จาก Linux ในโรงเรียนได้อย่างยอดเยี่ยม

เมื่อ Mišo ติดต่อมาหาพร้อมเล่าถึงวิธีการช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็กในท้องถิ่นย้ายจาก Windows ไปเป็น Linux ผมจึงตัดสินใจรื้อฟื้นซีรีส์เก่าที่นำเสนอเรื่องราวของคนจริงๆ ที่ย้ายไปใช้ Linux และโอเพนซอร์สขึ้นมาอีกครั้ง

Mišo Oroz เป็นผู้ก่อตั้ง Zerolock บริษัท IT ในเมืองสปีราโน แบร์กาโม ประเทศอิตาลี เขาเชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนระบบของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จากซอฟต์แวร์มีลิขสิทธิ์ไปสู่โลกของ Linux และนี่คือเรื่องราวของเขา

Mišo Oroz is the founder of Zerolock

ต้นปี 2026 ผมได้รับสายจากเจ้าของบริษัทขนส่งในเมืองมาเปลโล เขามีเวิร์กสเตชันในสำนักงาน 5 เครื่องและทีมคนขับรถที่ต้องประสานงานกันตลอดเวลา เขาไม่ได้ต้องการความรู้เชิงปรัชญาเกี่ยวกับโอเพนซอร์ส แต่เขาเหนื่อยที่ต้องจ่ายค่าซอฟต์แวร์ที่สร้างปัญหาไม่จบสิ้น เหนื่อยกับการตามช่างเทคนิค และเหนื่อยที่ทีมงานต้องเสียเวลากับเรื่องที่ไม่ใช่การขนส่งสินค้า

ระบบเดิมก่อนการเปลี่ยนแปลง

สำนักงานเดิมทำงานด้วยระบบมาตรฐานที่ SME ในอิตาลีคุ้นเคย คือคอมพิวเตอร์ 5 เครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการแบบมีลิขสิทธิ์ (ที่คุณก็รู้ว่าคือค่ายไหน) พร้อมชุดโปรแกรมสำนักงานและแอนตี้ไวรัสที่ต้องต่ออายุรายปี

IT desk of the logistic company in Italy

ขณะที่การสื่อสารกับคนขับรถทำผ่าน WhatsApp บนมือถือส่วนตัว ทำให้เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวปนกันมั่ว ไม่มีการเก็บข้อมูลเข้าระบบอย่างเป็นทางการ ข้อมูลส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามเครื่องคอมพิวเตอร์และโฟลเดอร์แชร์ ซึ่งกว่าจะหาไฟล์เวอร์ชันล่าสุดเจอต้องใช้เวลาหลายนาที

เจ้าของบริษัทต้องจ่ายค่าบริการ IT ภายนอกถึง 8-10 ครั้งในรอบ 2 ปี ทั้งปัญหาอัปเดตล้มเหลว เครื่องช้า หรืออาการน่าตกใจต่างๆ ที่แม้สุดท้ายจะไม่ร้ายแรง แต่ก็แลกมาด้วยความวิตกกังวลและเวลาทำงานที่หายไปครึ่งค่อนวัน

การประเมินหน้างาน

ก่อนจะเริ่มลงมือ ผมใช้เวลาทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานจริงของพนักงาน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่ารายการซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งไว้ คือการรู้ว่าเครื่องมือตัวไหนที่พวกเขา "ต้องใช้" และใช้อย่างไร

พนักงานส่วนใหญ่ใช้เพียงโปรแกรมจัดการเอกสาร ตารางคำนวณ อีเมล และแชร์ไฟล์ ส่วนเจ้าของต้องการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกลได้บ้างเมื่อเดินทาง เมื่อไม่มีซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่แทนที่ยาก โปรเจกต์นี้จึงถือว่าค่อนข้างตรงไปตรงมา

เทคโนโลยีที่เลือกใช้ (The stack)

เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่จากโอเพนซอร์สทั้งหมด โดยมีหัวใจหลักดังนี้:

  • Kubuntu 26.04 LTS: ติดตั้งในเวิร์กสเตชันทั้ง 5 เครื่อง
  • LibreOffice & Thunderbird: แทนที่ชุดโปรแกรมสำนักงานและอีเมลเดิม
  • Nextcloud: ติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ในอิตาลี แทนที่การแชร์ไฟล์แบบเดิมและลดการพึ่งพาคลาวด์ต่างชาติ
  • Mattermost: ใช้สื่อสารภายในองค์กร แทนที่ WhatsApp โดยเข้าถึงได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์และมือถือคนขับรถ

Kubuntu running on the computers

ในส่วนของฮาร์ดแวร์ สำนักงานใช้เครื่องมัลติฟังก์ชัน Epson WorkForce WF-C579R ซึ่งเป็นจุดที่ท้าทายที่สุดในเชิงเทคนิค เพราะ Kubuntu 26.04 พยายามติดตั้งไดรเวอร์แบบไร้ไดรเวอร์ (driverless) ให้อัตโนมัติ แต่กลับทำให้การพิมพ์สองหน้าทำงานผิดเพี้ยนและพิมพ์ช้าลง

วิธีแก้คือต้องติดตั้ง printer-driver-escpr ผ่าน apt และบังคับใช้ไดรเวอร์ที่ถูกต้องด้วย lpadmin ส่วนการสแกนเอกสาร ผมตั้งค่า Samba บนเครื่องของฝ่ายบริหารแต่ละเครื่อง สร้างโฟลเดอร์รองรับการสแกน และกำหนดค่าปลายทางผ่านแผงควบคุมเว็บของ Epson โดยใช้ SMB พร้อมรหัสผ่านเฉพาะผ่าน smbpasswd เพื่อความปลอดภัย

ด้านความมั่นคงปลอดภัยเครือข่าย เราใช้ pfSense เป็นไฟร์วอลล์พร้อมระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติทุกคืน สำหรับการรีโมทระยะไกล ผมเลือกใช้ RustDesk ผ่าน VPS ของตัวเอง เพื่อเลี่ยงปัญหาความเข้ากันได้ของระบบ Wayland บน Kubuntu รุ่นใหม่ ซึ่งวิธีนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการติดตั้งระบบของผมไปแล้ว

สรุปค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์หลังการย้ายระบบ: ศูนย์บาท

ขั้นตอนการย้ายระบบ

เราเตรียมการและทดสอบทุกอย่างบนเครื่องแยกต่างหากก่อนลงมือจริง ทั้งการตรวจสอบเอกสารใน LibreOffice และการทดสอบระบบสื่อสาร Mattermost การย้ายระบบจริงเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ โดยล้างเครื่องใหม่เป็น Kubuntu ทั้งหมด พร้อมย้ายข้อมูลเข้าสู่ Nextcloud เพื่อให้เช้าวันจันทร์ทุกอย่างพร้อมใช้งานทันที

การฝึกอบรมและประคองสถานการณ์

การย้ายระบบช่วงวันหยุดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผมอยู่หน้างานใน 3 วันแรกเพื่อเป็นที่ปรึกษาและฝึกอบรมพนักงานแบบตัวต่อตัว ผมนั่งข้างๆ พวกเขาเพื่อสอนวิธีจัดการภารกิจประจำวันบนซอฟต์แวร์ใหม่

Employees happily use Linux now

ขั้นตอนนี้อาจดูไม่โดดเด่นแต่มันคือหัวใจของความสำเร็จ เพราะต่อให้ซอฟต์แวร์ดีแค่ไหน การย้ายระบบก็ล้มเหลวได้ถ้าผู้ใช้รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง การอยู่แก้ปัญหาหน้างานทันทีช่วยลดความกังวลของพนักงานได้มาก

อุปสรรคที่พบ

ปัญหาใหญ่มีสองเรื่อง เรื่องแรกคือเครื่องพิมพ์ Epson ที่มีปัญหากับระบบ driverless ของเวอร์ชัน 26.04 ซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการแก้ปัญหาจนตอนนี้ผมต้องบรรจุการทดสอบพิมพ์สองหน้าไว้ในเช็คลิสต์ทุกครั้ง

เรื่องที่สองคือการเข้าถึงระยะไกลบน Wayland ที่ต้องปรับตัวจากระบบ Linux รุ่นเก่า แต่เมื่อจบที่โซลูชัน RustDesk ทุกอย่างก็ราบรื่น ส่วนการปรับตัวของพนักงานนั้นง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะคนขับรถที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการแค่มีแอปใหม่บนมือถือเพิ่มมาหนึ่งแอปเท่านั้น

ผลลัพธ์หลังผ่านไป 6 เดือน

บริษัทไม่เคยติดต่อผมเพื่อแจ้งปัญหาเทคนิคทั่วไปเลยแม้แต่ครั้งเดียว ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ต้องรอเครื่องบูตและรันแอนตี้ไวรัสหลายนาที ตอนนี้ทุกอย่างรวดเร็วและราบรื่น การอัปเดตระบบทำในช่วงกลางคืนโดยไม่กระทบงาน

พนักงานแต่ละคนได้เวลาทำงานคืนมาเฉลี่ย 1 ชั่วโมงต่อวัน ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์กลายเป็นศูนย์ ค่าเช่าเซิร์ฟเวอร์ Nextcloud ก็ถูกกว่าการเก็บข้อมูลแบบเดิม ที่สำคัญคือเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวของพนักงานแยกออกจากกันอย่างชัดเจนผ่านระบบสื่อสารใหม่ เราได้ลูกค้าที่มีความสุขอย่างแท้จริง

Source: It's FOSS
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย AttapolK

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร