เบื้องหลัง Habitat: OpenAI ขยายระบบจัดเก็บข้อมูลรองรับผู้ใช้ ChatGPT กว่า 1 พันล้านคน

เบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ OpenAI ทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่ระบบหรือการใช้งาน ChatGPT ล้วนขึ้นอยู่กับการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำ หากระบบจัดการข้อมูลล่าช้าหรือล้มเหลว ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะหยุดชะงักทันที นี่คือเหตุผลที่ OpenAI พัฒนา Habitat แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลออนไลน์ที่ปัจจุบันจัดการข้อมูลมหาศาลกว่า 500 Petabytes และรองรับผู้ใช้งานมากกว่า 1 พันล้านคนต่อสัปดาห์ใน 40 ภูมิภาคทั่วโลก

วิวัฒนาการจากไลบรารีสู่บริการระดับโลก

ในช่วงเริ่มต้นเมื่อกลางปี 2024 Habitat เป็นเพียงไลบรารี Python ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับ Azure Cosmos DB เพื่อให้วิศวกรผลิตภัณฑ์ทำงานได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการฐานข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น การทำ Schema, การเข้ารหัส หรือ Connection pooling อย่างไรก็ตาม เมื่อ OpenAI เติบโตขึ้นมากกว่า 10 เท่าในแต่ละปี รูปแบบไลบรารีจึงเริ่มถึงขีดจำกัด

  • จัดการคำขอมากกว่า 70 ล้านรายการต่อวินาที
  • รองรับผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนต่อสัปดาห์
  • ดูแลข้อมูลรวมกว่า 500 PB+

ข้อจำกัดที่ชัดเจนที่สุดคือความเปราะบางในการอัปเดตระบบ เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงโลจิกการจัดเส้นทางข้อมูล (Routing) ทีมงานต้องประสานงานกับบริการหลายสิบรายการ ซึ่งเสี่ยงต่อความผิดพลาดและใช้เวลานาน เพื่อลดความเสี่ยงนี้ OpenAI จึงตัดสินใจแยก Habitat ออกมาเป็นบริการแบบสแตนด์อโลน (Standalone Service) เพื่อสร้างจุดควบคุมเดียวสำหรับการ deploy และการรักษาความปลอดภัยข้อมูล

ความท้าทายของการใช้ Python ในสเกลระดับมหาศาล

แม้ Python จะช่วยให้พัฒนาฟีเจอร์ได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียด้านประสิทธิภาพเมื่อต้องรองรับ Throughput สูง ปัญหาหลักที่ทีมงานพบคือ asyncio loop scheduling delay หรือความล่าช้าในการจัดตารางเวลางาน แม้ฐานข้อมูลจะตอบสนองเร็ว แต่คำขอมักไปติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนการประมวลผล CPU ภายใน Python เอง

ความแตกต่างระหว่าง Concurrency และ Parallelism

Python asyncio ช่วยให้จัดการงานพร้อมกันได้ก็จริง แต่ทำงานบน CPU thread เดียวในแต่ละครั้ง ทำให้งานที่กินทรัพยากร CPU สูง เช่น การบีบอัดข้อมูลหรือการตรวจสอบสถานะระบบ ส่งผลกระทบต่อความล่าช้าโดยรวม ทีมงานจึงต้องจูนระบบด้วยการขยายจำนวน Worker process ออกไปอย่างมหาศาล และปรับปรุงการทำ Load balancing จากรูปแบบ LIFO (Last-In-First-Out) เป็น FIFO (First-In-First-Out) เพื่อป้องกันปัญหาทราฟฟิกกระจุกตัวในเซิร์ฟเวอร์ที่ทำงานช้า

นอกจากนี้ ทีมงานยังนำ Envoy มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรวมการเชื่อมต่อ (Connection fan-in) โดยอัปเกรดจาก HTTP/1 เป็น HTTP/2 เพื่อลดภาระของระบบปลายทาง และใช้ API แบบ NoSQL ที่เรียบง่ายเพื่อควบคุมต้นทุนของคำขอให้คาดการณ์ได้ ป้องกันไม่ให้การเขียนคิวรีที่ซับซ้อนเกินไปส่งผลกระทบต่อความเสถียรของระบบโดยรวม

อนาคตสู่ภาษา Rust และก้าวต่อไป

เมื่อระบบเริ่มคงที่และการเติบโตยังคงเร่งตัวขึ้น OpenAI จึงตัดสินใจเปลี่ยนผ่านจาก Python สู่ภาษา Rust ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 โดยใช้ความสามารถของ Codex และ GPT-5.5 ช่วยในการเขียนโค้ดใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพ CPU ดีขึ้นถึง 6 เท่า และประหยัดหน่วยความจำได้มากกว่า 15 เท่า ปัจจุบันบริการเวอร์ชัน Rust จัดการทราฟฟิกจริงไปแล้วกว่า 95%

ในบทความตอนถัดไป ทีมงานจะเจาะลึกถึงวิธีการขยายเลเยอร์การจัดเก็บข้อมูลออนไลน์เพื่อรองรับผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคน และวิธีที่ Habitat จัดการข้อมูลขนาด 500 petabytes ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Source: OpenAI News
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย AttapolK

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร