เผยผลวิจัย: คุยกับ AI เพียง 7 นาที ช่วยลดความเชื่อทฤษฎีสมคบคิดได้ผลดีกว่าการอ่านข้อมูลสรุป

การสนทนาสั้นๆ กับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) สามารถลดความเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดได้ทันทีหลังจากเกิดวิกฤต แม้ในขณะที่หลักฐานชัดเจนยังมีน้อยมาก โดยนักวิจัยระบุว่าผลกระทบนี้ส่งผลต่อเนื่องไปถึงเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา
เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจาก การพยายามลอบสังหาร Donald Trump ในเดือนกรกฎาคม 2024 ผลสำรวจพบว่าประชากรเกือบครึ่งหนึ่งในสหรัฐฯ เคยได้ยินข่าวลือว่าเหตุการณ์นี้เป็นการจัดฉาก และร้อยละ 11 เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง เช่นเดียวกับเหตุฆาตกรรม Charlie Kirk ในเดือนกันยายน 2025 ที่ทฤษฎีสมคบคิดเรื่องการ แทรกแซงของ Mossad, ปฏิบัติการ "false flag" และการ ปกปิดของรัฐบาล แพร่กระจายอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน
การศึกษาใหม่ จากคณะนักวิจัยจาก Carnegie Mellon, MIT และ Cornell ได้ทดสอบว่าการสนทนาสั้นๆ กับ AI จะสามารถลดทอนความเชื่อในเรื่องเล่าเหล่านั้นได้หรือไม่ ผลการทดลองยืนยันว่าได้ผลสำหรับทั้งสองเหตุการณ์ และที่น่าสนใจคือผลกระทบนี้ยังแผ่ขยายครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นการสนทนาโดยตรงอีกด้วย
การทดลองออนไลน์ 2 ครั้งในสถานการณ์จริง
นักวิจัยได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มการสำรวจและใช้ GPT-4o ซึ่งตอนนี้มีอายุมากกว่า 2 ปีแล้ว เพื่อคัดกรองผู้ที่มีความเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิดในแต่ละเหตุการณ์ โดยมีผู้เข้าร่วมในการทดลองเรื่อง Trump 472 คน และเรื่อง Kirk 1,035 คน
หลังจากวัดระดับความเชื่อพื้นฐาน ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม: กลุ่มแรกได้สนทนาโต้ตอบอย่างน้อย 5 รอบกับ Google Gemini (เวอร์ชัน 1.5 จากเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ในการทดลองแรก และ เวอร์ชัน 2.5 จากเดือนมิถุนายน 2025 ในการทดลองที่สอง) ซึ่งตั้งค่าให้ลดความเชื่อด้วยหลักฐาน กลุ่มที่สองได้รับแผ่นข้อมูลแบบคงที่พร้อมแหล่งอ้างอิง และกลุ่มที่สามเป็นการสนทนาทั่วไปเรื่องสัตว์เลี้ยงเพื่อเป็นกลุ่มควบคุม เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นหลังจุดตัดข้อมูล (training cutoff) ของโมเดล นักวิจัยจึงใช้วิธีป้อนฐานข้อมูลข้อเท็จจริงลงใน system prompt โดยตรง ประกอบด้วยข้อมูลที่ยืนยันแล้ว ข้อมูลเท็จที่ถูกพิสูจน์แล้ว และประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน ส่วนในการทดลองเรื่อง Kirk มีการอนุญาตให้โมเดลใช้การค้นหาเว็บเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้
บทสนทนาเอาชนะแผ่นข้อมูลแบบคงที่
การใช้เวลาสนทนาเฉลี่ยเพียง 7 นาที สามารถลดระดับความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดของผู้เข้าร่วมได้อย่างมีนัยสำคัญในการทดลองทั้งสองครั้ง เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมและกลุ่มที่อ่านเพียงแผ่นข้อมูล โดยการยอมรับในประเด็น "การปกปิด" หรือ "ปัจจัยซ่อนเร้น" ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ในกรณีของ Trump ความเชื่อมั่นในคำอธิบายอย่างเป็นทางการไม่ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้วิจัยวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะในขณะนั้นยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากทางการ มีเพียงข้อมูลความล้มเหลวของระบบรักษาความปลอดภัยและแรงจูงใจของมือปืนที่ยังคลุมเครือ ส่วนกรณีของ Kirk ที่มีการเปิดเผยรายละเอียดผู้ก่อเหตุแล้ว พบว่าความเชื่อมั่นในข้อมูลทางการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ต่างจากกลุ่มแผ่นข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ และการสนทนาไม่ได้ส่งผลต่อการสนับสนุนความรุนแรงทางการเมือง
AI ปรับกลยุทธ์ตามข้อเท็จจริงที่มี
ผลการวิเคราะห์ประโยคสนทนาพบว่า AI มีการปรับรูปแบบการโน้มน้าวใจตามปริมาณหลักฐานที่มีอยู่อย่างน่าสนใจ

สำหรับเหตุการณ์ของ Trump ที่ข้อมูลยังน้อย AI จะเลี่ยงการโน้มน้าวด้วยเหตุผลเชิงรุก แต่จะเน้นการยอมรับข้อจำกัดของข้อมูล เตือนให้ระวังการด่วนสรุป และใช้คำถามแบบ Socratic เพื่อให้ผู้ใช้ทบทวนหลักฐานของตนเอง พร้อมแนะนำแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ในขณะที่กรณีของ Kirk ซึ่งมีข้อมูลมากกว่า AI จะปรับไปใช้แนวทางเดียวกับทฤษฎีสมคบคิดดั้งเดิม โดยเน้นย้ำถึงอันตรายต่อสังคมจากการหลงเชื่อข้อมูลที่ผิด
สร้างภูมิคุ้มกันทฤษฎีสมคบคิดในระยะยาว
ผลการลบล้างความเชื่อ (debunking) นี้มีลักษณะคล้ายการสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า (prebunking) สองเดือนหลังจากเหตุพยายามลอบสังหาร Trump ครั้งแรก เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันซ้ำ ผู้เข้าร่วมที่เคยคุยกับ AI มีแนวโน้มที่จะเชื่อเรื่องการปิดบังความจริงน้อยกว่ากลุ่มอื่น

แม้ในกรณีเหตุการณ์ กราดยิงและลอบวางเพลิงโบสถ์ในรัฐมิชิแกน ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพูดคุยกับ AI ช่วยลดการยอมรับเรื่องเล่าสมคบคิดในภาพรวมได้ แม้จะไม่ส่งผลโดยตรงต่อเหตุการณ์ใหม่นี้ในเชิงสถิติ แต่การส่งต่อผลกระทบ (spillover effect) นี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนเริ่มมีภูมิต้านทานต่อทฤษฎีสมคบคิดทั่วไปมากขึ้นโดยไม่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
ความท้าทายและการนำไปใช้ในอนาคต
คณะผู้เขียนยอมรับว่าความท้าทายใหญ่ที่สุดคือการทำให้คนยอมเปิดใจคุยกับ AI เกี่ยวกับความเชื่อของตน แต่หากทำได้ แม้เพียงบทสนทนาสั้นๆ ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้ากับ GPT-4 ที่สามารถลดความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดชื่อดังลงได้ร้อยละ 20 และให้ผลต่อเนื่องยาวนาน
เหตุผลที่การสนทนามีประสิทธิภาพมากกว่าแผ่นข้อมูลมาจากการศึกษาอื่นที่มีผู้เข้าร่วมเกือบ 77,000 คน ซึ่งระบุว่า AI โน้มน้าวใจได้ดีกว่าข้อความสั้นๆ ถึง 41-52 เปอร์เซ็นต์ โดยหัวใจสำคัญคือปริมาณข้อมูลอ้างอิงที่หนักแน่นและการตอบโต้ที่ตรงประเด็น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เทคโนโลยีนี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อโน้มน้าวให้คนเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดได้เช่นกัน ดังที่เคยเห็นใน การทดลองบน Reddit โดยมหาวิทยาลัยซูริก
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น
สมัครสมาชิกมาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร
