OpenAI เปิดตัว Agents API รุ่น Public Beta ชูจุดเด่นจัดการโครงสร้างพื้นฐาน Agent ได้ใน API Call เดียว

OpenAI เปิดตัว Agents API รุ่น Public Beta ชูจุดเด่นจัดการโครงสร้างพื้นฐาน Agent ได้ใน API Call เดียว

OpenAI ประกาศเปิดตัว Agents API ในช่วง Public Beta ซึ่งช่วยให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึง Harness และโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานเดียวกับที่ใช้รัน Codex โดย OpenAI จะเป็นผู้ดูแลรักษาระบบ Harness ดังกล่าวให้ทั้งหมด

ความน่าสนใจคือเหล่านักพัฒนาสามารถเลือกสภาพแวดล้อมในการประมวลผลของ Agent ได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นใน Sandbox ที่ OpenAI จัดการให้, บนโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง หรือบน Sandbox ของเหล่าพาร์ทเนอร์ชั้นนำ

ปัจจุบันตัวบริการพร้อมใช้งานแล้วสำหรับนักพัฒนาทุกคนในรูปแบบ Public Beta อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการใช้งานยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น และในขณะนี้ยังไม่รองรับนโยบาย Zero Data Retention (ZDR)

สิ่งที่ OpenAI เปิดตัว

Agents API คือบริการแบบจัดการสำเร็จรูป (Managed Service) ที่ต่อยอดมาจาก Open-source Codex harness โดยทีม OpenAI ระบุว่าจากการพัฒนา Codex และ ChatGPT for Work ทำให้เห็นความต้องการของ Agent ที่ต้องทำงานต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งจำเป็นต้องมี Harness ที่ช่วยจัดการ Context, การใช้เครื่องมืออย่างแม่นยำ และการประสานงานระหว่าง Subagents ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่เสถียร

ในเอกสารทางเทคนิคได้จัดระเบียบ API นี้ไว้ผ่าน 4 แนวคิดหลัก:

  • Agent: ประกอบด้วยตัวโมเดล, คำสั่ง (Instructions), เครื่องมือ (Tools) และ MCP Servers ที่พร้อมทำงาน
  • Environment: Sandbox เสริมสำหรับให้ Agent เข้าถึงไฟล์ โหลดทักษะ (Skills) และรันคำสั่งต่างๆ
  • Session: อินสแตนซ์ของ Agent ที่มีความคงทน (Durable) ทำหน้าที่รันภารกิจและตอบสนองต่อ Input
  • Events and items: ข้อมูลขาเข้าและผลลัพธ์ที่ Agent ผลิตออกมา

กระบวนการทำงานของ Session จะแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน เริ่มจากการสร้างและมอบหมายงาน ติดตามความคืบหน้าผ่าน Streaming หรือ Webhooks และสุดท้ายคือการสั่งดำเนินการต่อด้วยงานใหม่หรือควบคุมทิศทางในรอบปัจจุบัน

หนึ่ง API Call

OpenAI แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้าง Agent สำหรับตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติ (Anomaly Detection) ได้ด้วยการเรียกใช้ (Call) เพียงครั้งเดียว ดังตัวอย่างโค้ดด้านล่างนี้:

import OpenAI from "openai";
const client = new OpenAI();
const session = await client.beta.agents.sessions.create({
agent: {
model: "gpt-6-astra",
tools: [
{
type: "mcp",
server_label: "observability",
transport: {
type: "http",
server_url: "https://observability.example.com/mcp",
},
},
],
multi_agent: { enabled: true, max_concurrent_subagents: 3 },
},
vault_ids: ["vault_YOUR_VAULT_ID"],
environment: {
type: "openai_hosted",
capability_directories: ["/workspace/capabilities/skills"],
},
input:
"Investigate service-api's elevated 5xx rate over the last 30 minutes. " +
"Delegate deployment, error, and dependency analysis to subagents. " +
"Save findings, evidence, and recommended mitigation in /workspace/outputs.",
});

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งาน สามารถศึกษาขั้นตอนการกำหนดสิทธิ์ API Key และการตั้งค่า SDK ได้ที่คู่มือ Quickstart

จุดที่ Agent ทำงาน

การเลือกสภาพแวดล้อม (Environment) ถือเป็นการตัดสินใจสำคัญในเชิงสถาปัตยกรรม โดย Agents API รองรับ Sandbox 3 รูปแบบหลัก และยังเลือกทำงานแบบไม่มี Sandbox ได้เช่นกัน

  • OpenAI-hosted sandbox: ใช้ระบบ Sandboxing เดียวกับ Codex และ ChatGPT ที่ปรับแต่งค่าผ่านไฟล์ แพ็กเกจ และทักษะต่างๆ ได้
  • Self-hosted: รัน codex exec-server ภายในสภาพแวดล้อมของคุณเอง เชื่อมต่อผ่าน WebSocket แบบขาออก (Outbound) เพื่อความปลอดภัย
  • Partner sandboxes: รองรับการทำงานร่วมกับ Blaxel, Cloudflare, Daytona, DigitalOcean, E2B, Modal, Oracle, Runloop และ Vercel ในระดับ First-class

สิ่งที่ Harness จัดการ

OpenAI จะเป็นผู้ดูแล Harness ควบคู่ไปกับการอัปเดตโมเดลใหม่ๆ โดยฟีเจอร์สำคัญที่ Harness จัดการให้มีดังนี้:

Long sessions: ระบบจะ บีบอัดข้อมูลโดยอัตโนมัติ (Automatically Compacts) เมื่อ Context ใกล้เต็ม ช่วยให้นักพัฒนาไม่ต้องเขียนระบบจัดการ Memory เอง

การใช้เครื่องมืออย่างมีประสิทธิภาพ: ฟีเจอร์ Tool search จะโหลดคำจำกัดความเครื่องมือเฉพาะที่จำเป็นเพื่อประหยัด Token และค่าใช้จ่าย ส่วน Programmatic tool calling ช่วยให้ Agent รันงานขนานกันและกรองเฉพาะข้อมูลสำคัญกลับเข้า Context

Subagents: รองรับ การทำงานแบบ Multi-agent โดย Agent หลักสามารถแยกงานที่ซับซ้อนให้ Subagents ประมวลผลแบบเป็นอิสระต่อกันก่อนจะรวบรวมผลลัพธ์ในขั้นตอนสุดท้าย

Agents API vs Agents SDK vs Responses API

ตารางเปรียบเทียบ Runtime Comparison ของ OpenAI แสดงความแตกต่างของ 3 ทางเลือกไว้ดังนี้:

คุณสมบัติAgents APIAgents SDKResponses API
จุดที่ Agent ทำงานManaged Codex harness (OpenAI รัน)ภายในแอปพลิเคชันของคุณแอปพลิเคชันของคุณ/Managed Host
ความพยายามในการบูรณาการต่ำกลางสูง
การบันทึกสถานะงานบันทึก Session, รอบการทำงาน อัตโนมัติจัดเก็บเองผ่าน SDK sessionsต้องทำประวัติการตอบสนองเอง
สภาพแวดล้อมOpenAI-hosted / Self-hostedรันไทม์ของผู้ใช้เองสภาพแวดล้อมของผู้ใช้เอง

ผลลัพธ์จากการใช้งานจริง

OpenAI ได้เผยแพร่ข้อมูลประสิทธิภาพจากกลุ่มลูกค้ากลุ่มแรก (ข้อมูลจากผู้ให้บริการ) ดังนี้:

Ciridae พบว่าคะแนนการประเมินเพิ่มขึ้นจาก 0.71 เป็น 0.85 และความล่าช้า (Latency) ลดลงถึง 4 เท่าในส่วนของ Subagent Flows ส่วน SafetyKit สามารถลดค่าใช้จ่ายต่อกรณีลงได้ถึง 60%

ขณะที่ Hypha ระบุว่าการตอบสนองที่ล้มเหลวลดลง 86% หลังแยก Harness ออกจาก Sandbox และ Nash.ai ประสบความสำเร็จในการรัน Agent หลายพันตัวในเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลก

ประเด็นสำคัญ

  • Agents API มอบแนวทางใหม่ในการรัน Managed Codex harness ผ่าน API ในช่วง Public Beta
  • เลือกจุดรัน Agent ได้หลากหลาย ทั้งบน OpenAI, Self-hosted หรือพาร์ทเนอร์อีก 9 ราย
  • มีระบบอัจฉริยะในตัว ทั้งการบีบอัด Context, การค้นหาเครื่องมือ และการจัดการ Subagents
  • จ่ายตามการใช้งานจริง (Token, Tool, Container time) โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการจัดการเพิ่มเติม
  • ข้อจำกัดปัจจุบันคือยังใช้งานได้เฉพาะในสหรัฐฯ และยังไม่มีนโยบาย ZDR ซึ่งอาจส่งผลต่อธุรกิจที่เคร่งครัดเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
Source: MarkTechPost
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย NatapolK

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร