เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier

เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier

เป้าหมายสูงสุดของเราคือการมอบเครื่องมือที่ดีที่สุดให้แก่นักพัฒนา ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัว Auto model selection, เพื่อช่วยคัดเลือกโมเดลที่เหมาะสมกับงานโดยอัตโนมัติ

ล่าสุดเราขอแนะนำ Project HydraFusion ซึ่งเป็นงานวิจัยฉบับทดสอบ (Research Preview) ที่มอบความฉลาดระดับ Frontier ผ่านระบบ Runtime Orchestration โดยตัวระบบจะสร้างแผนงานและเลือกใช้โมเดลจากผู้ให้บริการหลายรายเพื่อทำหน้าที่ร่าง (Draft) วิจารณ์ (Critique) และแก้ไข (Revise) หรือส่งต่องาน (Cascade) ไปยังโมเดลที่ทรงพลังกว่าเพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์

HydraFusion ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การกำหนดเส้นทางเชิงความหมายอัตโนมัติ (Automated Semantic Routing) ระหว่างโมเดลแบบ Local, Cloud และ Compound โดยความซับซ้อนทั้งหมดจะถูกจัดการอยู่เบื้องหลัง นักพัฒนาเพียงแค่เลือกใช้งาน HydraFusion แล้วระบบจะจัดสรรเวิร์กโฟลว์ที่สมดุลทั้งในด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน และความหน่วง (Latency) ให้เอง

พร้อมให้ใช้งานแล้วในรูปแบบ Research Preview

HydraFusion เปิดให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ GitHub Copilot ทุกแผนผ่านคำสั่ง /experimental ใน GitHub Copilot CLI โดยค่าใช้จ่ายจะคำนวณตามจำนวน Token ของโมเดลที่ถูกเลือกใช้งานจริงตาม standard rate ของแต่ละโมเดล

สำหรับผู้ที่ต้องการทดลองใช้งานใน Copilot CLI สามารถทำได้ดังนี้:

  1. รัน /update เพื่อติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด
  2. รัน /experimental on เพื่อเปิดโหมดทดลอง
  3. รัน /model แล้วเลือก HydraFusion (Research Preview)

ทั้งนี้ ท่านสามารถส่งข้อเสนอแนะเพิ่มเติมได้ที่ GitHub Community

ในการทำงาน HydraFusion จะมองว่าการเลือกเวิร์กโฟลว์คือโจทย์การหาค่าที่เหมาะสมที่สุด (Optimization Problem) โดยวิเคราะห์จากสัญญาณความสามารถ (Capability Signals) ทั้งด้านการใช้เหตุผล การเขียนโค้ด การแก้บั๊ก และการใช้เครื่องมือ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนด

ปัจจุบัน HydraFusion จะเลือกรูปแบบการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งจาก 3 รูปแบบ ดังนี้:

  • Single: ใช้โมเดลเดียวที่เหมาะสมที่สุดแก้ปัญหาโดยตรง
  • Cascade: ให้โมเดลที่มีประสิทธิภาพร่างคำตอบก่อน หากไม่ผ่านด่านตรวจสอบคุณภาพ (Quality Gate) ระบบจะส่งต่องานไปยังโมเดลที่แข็งแกร่งกว่า
  • Critique: โมเดลหนึ่งจะร่างผลลัพธ์ แล้วใช้อีกโมเดลจากตระกูลที่ต่างกันทำหน้าที่วิจารณ์แบบอ่านอย่างเดียว (คล้ายรูปแบบ Rubber Duck) เพื่อให้โมเดลแรกนำไปแก้ไขอีกครั้ง

Architecture diagram for HydraFusion.

รูปที่ 1. สถาปัตยกรรม HydraFusion

แต่ละรูปแบบจะตอบโจทย์การแลกเปลี่ยนระหว่างคุณภาพและต้นทุน (Quality-to-cost trade-off) ที่ต่างกัน โดยโหมด Single เน้นความเร็ว Cascade ให้โอกาสโมเดลขนาดเล็กก่อนเข้าสู่กระบวนการที่ซับซ้อน และ Critique เพิ่มมุมมองที่เป็นอิสระเพื่อความแม่นยำสูงสุด

จากการทดสอบแบบออฟไลน์ผ่าน Benchmark การเขียนโค้ด 3 รายการ HydraFusion แสดงให้เห็นคุณภาพระดับ Frontier พร้อมการประหยัดต้นทุนที่น่าประทับใจ โดยใน TerminalBench 2.1 สามารถเพิ่มคุณภาพงานได้ 4.9 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า Claude Opus 5 ถึง 67%

การประสานงานหลายโมเดลแบบปรับตัวได้ (Adaptive multi-model orchestration)

ปกติแล้วนักพัฒนามักประสานงานระหว่างโมเดลด้วยตนเอง เช่น การใช้โมเดลหนึ่งตรวจงานของอีกโมเดล HydraFusion จึงนำกระบวนการนี้มาใส่ไว้ในระบบ Runtime เพื่อให้คุณจดจ่อกับงานได้เต็มที่ในขณะที่ระบบจัดการโมเดลอยู่เบื้องหลัง

HydraFusion จะประเมินความซับซ้อนของแต่ละคำขอและเลือกเวิร์กโฟลว์ที่ประหยัดที่สุดแต่ยังคงตอบโจทย์คุณภาพ โดยจะเรียกใช้โมเดลเพิ่มเติมเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ เมื่อมีโมเดลใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด HydraFusion จะสามารถรวมโมเดลเหล่านั้นเข้าสู่ระบบเพื่อดึงจุดแข็งมาใช้ได้ทันที

การสร้าง HydraFusion เพื่อให้ระบบนี้มีความน่าเชื่อถือสำหรับการทำงานระดับมืออาชีพ HydraFusion จึงถูกสร้างขึ้นบนหลักการดำเนินงาน 5 ประการ:

  • การทำบัญชีที่สมบูรณ์ (Complete accounting): รวมต้นทุนทุกขั้นตอนตั้งแต่การร่างจนถึงแผนสำรอง
  • การประมวลผลที่มีขอบเขต (Bounded execution): กำหนดเวลา Timeout และการยกเลิกงานที่ชัดเจนเพื่อคุมงบประมาณ
  • การตรวจสอบแบบแยกส่วน (Isolated review): แยกส่วนการวิจารณ์ออกจากพื้นที่ทำงานหลักเพื่อป้องกันการแก้ไข Repository โดยไม่ตั้งใจ
  • การปรับใช้แบบปลอดภัย (Fail-safe application): จะไม่มีการเขียนทับไฟล์ (Patch) หากเวิร์กโฟลว์ล้มเหลวหรือไม่ผ่านการตรวจสอบ
  • การกำหนดเส้นทางที่ผ่านการตรวจสอบ (Validated routing): ตรวจสอบความพร้อมของโมเดลและแผนงานก่อนเริ่มประมวลผล

ระบบ Runtime ของเราจะบันทึกข้อมูลทุกขั้นตอน ทั้งผลลัพธ์ ต้นทุน และความหน่วง เพื่อให้นักพัฒนามองเห็นภาพรวมหลังจบการทำงาน แต่ในระหว่างการประมวลผล นักพัฒนาจะได้รับเพียงคำตอบเดียวที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วอย่างราบรื่น

การแสดงความก้าวหน้าโดยไม่แสดงงานที่ยังไม่เสร็จ

ปัจจุบัน HydraFusion จะแสดงสถานะขั้นตอนการทำงาน แต่จะยังไม่แสดงร่างโค้ดจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ เนื่องจากร่างเหล่านั้นอาจถูกแก้ไขหรือยกเลิกได้ ซึ่งการแสดงผลแบบเรียลไทม์อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม เราได้รับฟังข้อเสนอแนะเรื่องทัศนวิสัยระหว่างรอ และกำลังเร่งพัฒนาระบบการอัปเดตความคืบหน้าที่ดีขึ้นในอนาคต

ผลลัพธ์จากการ Benchmark

เราประเมินผล HydraFusion ผ่าน Benchmark 3 รายการ ได้แก่ TerminalBench 2.1, DeepSWE และ CheckpointBench (ชุดทดสอบภายในจากสถานการณ์จริง) โดยใช้ Claude Opus 5 และ GPT-5.6 Sol เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ

Benchmarksต้นทุน เทียบกับ Opus 5คุณภาพ เทียบกับ Opus 5
TerminalBench 2.1ต่ำกว่า 67%+4.9 จุด
DeepSWEต่ำกว่า 36%-1.5 จุด
CheckpointBenchต่ำกว่า 65%-0.1 จุด

ตารางที่ 1. คุณภาพและต้นทุนของ HydraFusion ในสาม benchmark แบบ agentic เทียบกับ Opus 5

สำหรับ DeepSWE ซึ่งเป็นงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับ Repository ที่ยากเป็นพิเศษ HydraFusion มีคะแนนตามหลัง Opus 5 เพียงเล็กน้อย แต่ลดต้นทุนได้ถึง 36% ส่วนใน CheckpointBench ที่สะท้อนการใช้งานจริง HydraFusion ทำคะแนนได้ใกล้เคียงกับ Opus 5 อย่างมากโดยใช้ต้นทุนต่ำกว่าถึง 65%

จนถึงตอนนี้ ความสามารถในการใช้เหตุผลและการแก้ปัญหาของ HydraFusion อยู่ในระดับเดียวกับหรือดีกว่า Opus

Principal Software Engineer ที่ Microsoft

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ HydraFusion

เราปรับปรุงนโยบายการตัดสินใจของ HydraFusion ผ่านเทคนิค Beam Search เพื่อหาเส้นทางที่ดีที่สุดแทนการตั้งค่าด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลจาก CheckpointBench ที่คัดสรรมาจากเซสชันการเขียนโค้ดจริงของ Copilot เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะสอดคล้องกับการใช้งานจริงของนักพัฒนามากที่สุด

บันทึกการพัฒนาแสดงให้เห็นความก้าวหน้าที่มั่นคง โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ HydraFusion บรรลุจุดดำเนินงานที่แข็งแกร่งที่สุด ซึ่งการเรียนรู้นี้จะถูกขยายผลจาก Research Preview ไปสู่เวิร์กโฟลว์ในชีวิตจริงต่อไป

ร่วมทดสอบและก้าวต่อไป

ในช่วง Preview นี้ งานเขียนโค้ดแบบคำสั่งเดียว (Single-prompt) ที่มีขอบเขตชัดเจนคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการทดสอบประสิทธิภาพ เราต้องการเรียนรู้ว่าเวิร์กโฟลว์แบบผสม (Compound workflows) ส่งผลต่อการใช้งานจริงอย่างไร

คุณสามารถแบ่งปันประสบการณ์ผ่าน /feedback ใน Copilot CLI หรือร่วมพูดคุยได้ที่ GitHub Community discussion โดยเราเชื่อว่าก้าวต่อไปของ Coding Agents คือการเปลี่ยนจากการเลือกโมเดลที่ดีที่สุด ไปสู่การสร้างวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแบบไดนามิก

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณทีมวิจัยและวิศวกรจาก GitHub และ Microsoft รวมถึงทีม GitHub Copilot CLI, API และ VS Code ที่ร่วมกันผลักดันจนงานวิจัยชิ้นนี้เข้าสู่มือลูกค้าได้สำเร็จ

พบกับทีมงาน

เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier Aashna Garg, Principal Applied Scientist, Code AI

เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier Shengyu Fu, Partner Applied Science Manager, Code AI

เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier Carlos Castro, Partner Architect, GitHub Copilot

เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier Siddharth Singha Roy, Research Scientist II, Code AI

เปิดตัว Project HydraFusion: ยกระดับ GitHub Copilot ด้วยระบบประสานงานหลายโมเดลที่มีความฉลาดระดับ Frontier Andy Salerno, Principal Software Engineer, GitHub Copilot

Source: GitHub Blog
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย SirilukP

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร