ความจำเป็นด้าน Yield: การเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน AI ให้กลายเป็นปัญญาที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคถัดไป อะไรจะเป็นตัววัดความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุด?

ทุกอุตสาหกรรมมีคำนิยามที่กำหนดวิธีคิดที่แตกต่างกัน สำหรับนักบินคือความปลอดภัย สำหรับผู้รับประกันภัยคือความเสี่ยง แต่สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ คำนั้นคือ Yield หรือผลผลิตที่ใช้งานได้จริง

Yield ไม่ได้ถามว่าโซลูชันนั้นหรูหราเพียงใด ใช้เวลากี่ปี หรือมีคำมั่นสัญญาในแผนงานอย่างไร แต่มันตั้งคำถามง่ายๆ เพียงข้อเดียวว่า: ผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ที่เราผลิตออกมาคืออะไร?

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้ยึดถือหลักการนี้ในการเพิ่มจำนวนชิปที่ใช้งานได้จริงจากแผ่นเวเฟอร์ทุกแผ่นอย่างไม่ลดละ ระเบียบวินัยนี้เองที่เปลี่ยนทรานซิสเตอร์จากของแปลกใหม่ในห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นรากฐานของชีวิตสมัยใหม่

ในวันนี้ เราจำเป็นต้องใช้หลักการเดียวกันนี้กับทรัพยากรมหาศาลที่โลกกำลังทุ่มเทให้กับ AI ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนระดับประเทศ พลังงานระดับกิกะวัตต์ รวมถึงโรงงานผลิตชิปและศูนย์ข้อมูลที่สร้างสถิติใหม่ๆ

คำถามที่จะกำหนดทศวรรษนี้คือคำถามเดียวกับที่อุตสาหกรรมถามเสมอมา: สิ่งที่ออกมาจริงๆ คืออะไร? ไม่ใช่แค่ชิปและโทเคน แต่ต้องเป็นปัญญา (intelligence) ที่ราคาเอื้อมถึง งานที่มีความสำคัญ และผลลัพธ์ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิต นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความจำเป็นด้าน Yield (The yield imperative)

YouTube Video

Click here to load media

ขีดจำกัดของคำว่า "มากขึ้น"

AI แพร่กระจายด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ยิ่งกว่าอินเทอร์เน็ต พีซี หรือสมาร์ทโฟน ถึงอย่างนั้นการเข้าถึงทั่วโลกยังอยู่ที่เพียง 18% ของประชากรวัยทำงาน และส่วนใหญ่ยังเป็นแค่การแชท เมื่อระบบเปลี่ยนจากการตอบคำถามรายข้อไปสู่การใช้เหตุผล การวางแผน และกระบวนการทำงานแบบ Agentic ที่ซับซ้อนขึ้น สมการโครงสร้างพื้นฐานจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะงานแบบ Agentic เพียงงานเดียวอาจใช้โทเคนมากกว่าการแชททั่วไปถึง 3,400 เท่า

Line chart titled “Technology diffusion” comparing adoption rates of electricity, radio, the internet, and cellphones over time. An “AI” marker appears near the starting point, highlighting that AI adoption is in its early stages compared with previous technologies.

ที่มา: Microsoft AI Diffusion Report

เราเพิ่งเริ่มต้นการยอมรับระบบ Agentic แต่โครงสร้างพื้นฐานก็เริ่มตึงตัวแล้ว ทั้งพลังงานที่เป็นตัวกำหนดขีดจำกัด ขนาดแพ็คเกจและตู้แร็คที่หนาแน่นขึ้น รวมถึงหน่วยความจำที่กลายเป็นข้อจำกัดที่บีบคั้น

หลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆ ด้วยการเพิ่มสิ่งต่างๆ ให้ "มากขึ้น" ทั้งซิลิคอน หน่วยความจำ พลังงาน และไฟเบอร์ แต่เมื่อการได้สิ่งใหม่แต่ละครั้งต้องใช้ทรัพยากรขาเข้ามากกว่าเดิม เราก็เหมือนอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ได้ตราบเท่าที่เรายังคงเติมสิ่งต่างๆ เข้าไปไม่หยุด

ผมเชื่อว่าเราต้องเดินไปสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือวิวัฒนาการ โดยพัฒนาสถาปัตยกรรมปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพและประหยัดขึ้น และเส้นทางที่สองคือการปฏิรูป ด้วยการเปลี่ยนเส้นโค้งการเติบโตผ่านนวัตกรรมสถาปัตยกรรม วัสดุใหม่ และแนวทางใหม่ในการออกแบบระบบและโมเดล

ประวัติศาสตร์ของเราถูกกำหนดโดยการปฏิรูปเช่นนี้เสมอ เช่น เมื่อความเร็ว CPU ชนกำแพงพลังงาน เราก็เปลี่ยนไปใช้โปรเซสเซอร์หลายคอร์ หรือเมื่อ planar NAND ถึงขีดจำกัด หน่วยความจำก็เปลี่ยนไปเป็นแนวตั้ง

ตอนนี้เรามีโอกาสท้าทายสมมติฐานเดิมอีกครั้ง เพราะบทถัดไปของ AI จะไม่ถูกกำหนดเพียงแค่เราสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้มากเท่าใด แต่มันจะถูกกำหนดโดยปัญญาที่เราสามารถสร้างขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานนั้นได้มากเพียงใดต่างหาก

การวิศวกรรม Yield ที่มีประโยชน์

Diagram showing the AI technology stack, including datacenters, power and cooling, silicon, memory, networking, orchestration software, models, and an agentic harness. Beside the stack, a formula states: “Capability × Deployment Velocity × Utilization = Useful Yield.”

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ปรับปรุง Yield ในบริบทของการผลิต วันนี้ระเบียบวินัยนั้นต้องขยายไปทั่วทุกชั้น ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล ซิลิคอน ไปจนถึงโมเดลและระบบ Agentic และงานไม่ได้จบลงเมื่อสร้างเสร็จ แต่เราต้องติดตั้งและขยายขนาดให้เร็วขึ้น พร้อมพัฒนาเครื่องมือเพื่อเพิ่มการใช้งานให้สูงสุดทั่วทั้งระบบ

แต่ละชั้นของเทคโนโลยีมี Yield ของตัวเอง และการสูญเสียหรือกำไรจะส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน ตัววัดที่แท้จริงไม่ใช่แค่ความจุของชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่คือการที่ทุกชั้นทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพเพียงใดเพื่อผลิตผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ออกมา

ประสบการณ์ที่ Microsoft สอนเราว่า ข้อจำกัดที่ใหญ่ที่สุดมักไม่ได้รับการแก้ไขในชั้นที่มันปรากฏขึ้น และเมื่อเราแก้ปัญหาในทุกระดับของ Stack ข้อแลกเปลี่ยนที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหามักเป็นเพียงผลพวงจากการออกแบบสถาปัตยกรรม ความก้าวหน้าเกิดขึ้นเมื่อเราใช้การออกแบบร่วมกัน (Co-design) ข้ามชั้นต่างๆ เพื่อเปลี่ยนขีดจำกัดให้กลายเป็นสิ่งที่แก้ไขได้

หน่วยความจำ: ปัญญาที่มากขึ้นจากทุกไบต์

ปัจจุบันหน่วยความจำมักถูกมองว่าเป็นปัญหาด้านซัพพลายหรือส่วนประกอบ แต่แท้จริงแล้วมันคือปัญหาของระบบ ในการทำ AI Inference หน่วยความจำคือตัวกำหนดขีดจำกัดประสิทธิภาพ เพราะต้องรองรับโมเดลใหญ่ รักษาบริบทที่ยาว และส่งข้อมูลให้เร็วพอ ซึ่งระบบ Agentic ยิ่งเพิ่มความต้องการนี้ให้สูงขึ้นไปอีก

ประสบการณ์จากการสร้าง Azure Maia แสดงให้เห็นว่าคอขวดของหน่วยความจำไม่ได้แก้ได้ด้วยชั้นเดียว แต่ต้องใช้ทั้งสถาปัตยกรรมโมเดล การบีบอัดข้อมูลเพื่อลด KV cache ซอฟต์แวร์จัดการหน่วยความจำ และคอมไพเลอร์ที่วางข้อมูลใกล้การประมวลผล เมื่อรวมกันจึงจะเพิ่ม Yield หรือปัญญาที่มีประโยชน์จากทรัพยากรหน่วยความจำเดิมที่มีอยู่ได้

เครือข่าย: การออกแบบข้ามชั้น

ในระดับคลัสเตอร์ ปัญญาไม่ได้มาจากชิปตัวเดียว แต่มาจากชิปหลายพันตัวที่ทำงานเป็นระบบเดียว การเชื่อมต่อที่เร็วขึ้นมีความสำคัญ แต่การจัดการความหนาแน่น การกู้คืนจากความล้มเหลว และการวางภาระงานก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งเหล่านี้กำหนดว่าระบบราคาแพงกำลังผลิตปัญญาหรือกำลังนั่งว่างงานอยู่

ในการออกแบบ Maia เราไม่ได้เริ่มจากดีไซน์เครือข่ายเดิม แต่เริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการคือการทำ Inference ระดับฝูงเครื่อง (Fleet scale) เราออกแบบข้ามทั้งซิลิคอน เครือข่าย และซอฟต์แวร์ระบบ โดยรวมฟังก์ชัน NIC เข้ากับชิปโดยตรง ทำให้ได้ประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอ ลดการใช้ฮาร์ดแวร์เครือข่าย และลดต้นทุนทั้งระบบ

เป้าหมายไม่ใช่แค่การเคลื่อนย้ายข้อมูลให้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้การประมวลผลมีผลิตภาพสูงสุด และส่งมอบโทเคนได้มากขึ้นจากทุกวัตต์และทุกดอลลาร์ที่จ่ายไป

พลังงาน: การออกแบบร่วมกันตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้าถึงชิป

AI นำความท้าทายใหม่มาสู่การใช้พลังงาน เมื่อตู้แร็คเปลี่ยนจากระดับสิบกิโลวัตต์เป็นหลายร้อยกิโลวัตต์ พลังงานจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่เสียบปลั๊กใช้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องออกแบบร่วมกันตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้าจนถึงระดับชิป

Azure Cobalt 200 ซึ่งเป็น CPU บนสถาปัตยกรรม Arm ของเรา แสดงให้เห็นว่าการออกแบบร่วมกันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างไร โดยเราออกแบบให้ทุกคอร์มีการควบคุมแรงดันและความถี่ของตัวเองผ่านซอฟต์แวร์ การควบคุมที่ละเอียดนี้ช่วยให้เราสามารถรันเซิร์ฟเวอร์ได้มากขึ้นภายใต้ขีดจำกัดพลังงานเท่าเดิม เปลี่ยนทุกเมกะวัตต์ให้เป็นมูลค่าสำหรับลูกค้าได้มากขึ้น

การบุกเบิกข้ามเส้นแบ่ง

รูปแบบความสำเร็จที่เราเห็นคือการปรับปรุงทั้งระบบแทนที่จะเป็นชั้นใดชั้นหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ความแม่นยำในการระบุผลลัพธ์ที่ต้องการ บางข้อจำกัดไม่ใช่กฎทางฟิสิกส์ แต่เป็นผลจากการตัดสินใจในอดีตซึ่งสามารถเปลี่ยนได้หากเราทำงานข้ามเส้นแบ่งเดิมๆ

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันทั่วทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ผลิตชิป ผู้สร้างโมเดล ไปจนถึงบริษัทสาธารณูปโภค เพื่อท้าทายสมมติฐานเดิมและออกแบบระบบใหม่ร่วมกัน

มุ่งสู่ Yield ที่สมบูรณ์

โทเคนและปัญญายังไม่ใช่เส้นชัย สิ่งสำคัญถัดไปคือข้อมูลขาเข้านั้นจะแปลไปสู่ผลิตภาพและมูลค่าในชีวิตของผู้คนได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการช่วยนักวิทยาศาสตร์เร่งการค้นพบ ช่วยแพทย์ตรวจโรค หรือช่วยธุรกิจขนาดเล็กเติบโต

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อ AI เข้าถึงได้ในวงกว้าง ซึ่งต้องอาศัยประสิทธิภาพและต้นทุนที่เหมาะสม เมื่อทุกคนและทุกบริษัทสามารถเข้าถึงและสร้างมูลค่าจากปัญญาได้ นั่นคือ Yield ที่สมบูรณ์

เราจะสร้างความจุต่อไปตามความต้องการของโลก แต่ตัววัดความก้าวหน้าที่สำคัญต้องเป็นผลลัพธ์ที่ได้ คือปัญญาที่มีประโยชน์ซึ่งแปลไปสู่การเสริมสร้างอำนาจ โอกาส และความสำเร็จของมนุษย์ นี่คือภารกิจที่ทั้งอุตสาหกรรมต้องร่วมมือกัน

Rani Borkar เป็นผู้นำองค์กรหลักที่รับผิดชอบด้านการวางแผน การออกแบบสถาปัตยกรรม การพัฒนา และการติดตั้งฮาร์ดแวร์รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำของ Microsoft ตั้งแต่ซิลิคอน ไปจนถึงระบบ และซัพพลายเชน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทาง silicon to systems ของ Microsoft สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน Azure

Source: Microsoft Blog
ดูแลงานแปลและเรียบเรียงโดย AttapolK

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อร่วมแสดงความเห็น

สมัครสมาชิก

มาเป็นคนแรกที่แสดงความเห็นกันเลยโบร